ฟางอวิ๋นไห่นั่งอยู่ในห้องโถงต่ออีกครู่หนึ่ง โจวไคเห็นได้ชัดว่าอยากรู้อยากเห็นพี่เขยผู้บัญชาการทหารหนุ่มคนนี้มาก จึงยกเก้าอี้เตี้ยเข้ามาใกล้อีกสองสามก้าว แล้วลองถามอย่างเกรงใจว่า “พี่เขย ปกติพี่นำทหารทำอะไรกันบ้างครับ ต้องฝึกทุกวันเลยหรือเปล่า”
ถามจบแล้วเขาก็รู้สึกว่าคำถามตัวเองช่างโง่เหลือเกิน จึงเกาท้ายทอย ยิ้มอย่างเขิน ๆ
ฟางอวิ๋นไห่ได้ยินเขาเรียก “พี่เขย” ก็รู้สึกชื่นใจ ยิ้มตอบว่า “ปกตินอกจากฝึกแล้ว ยังต้องดูแผนที่ วิเคราะห์สถานการณ์ของข้าศึก เขียนแผนการรบ และจัดการเอกสารต่าง ๆ อีกมากมาย การรบไม่ได้มีแค่พุ่งเข้าไปต่อสู้กันด้วยดาบปลายปืน งานส่วนใหญ่ต้องทำก่อนเริ่มรบ” เขาหยุดครู่หนึ่ง แล้วถามโจวไคกลับว่า “เรียนสาขาอะไรอยู่ที่โรงเรียน”
โจวไคยืดอกขึ้น “การผลิตเครื่องจักรครับ! เรียนจบจากโรงเรียนของผมแล้วเข้าโรงงานอาวุธได้ พี่ชายของเพื่อนผมทำงานอยู่โรงงานอาวุธที่เมืองปินเฉิง สวัสดิการดีมากเลยครับ!” พูดจบเขาก็เสริมอย่างเขิน ๆ ว่า “แต่แน่นอนว่าเทียบกับพี่เขยไม่ได้หรอกครับ”
ฟางอวิ๋นไห่มองเขาอย่างจริงจัง “การผลิตเครื่องจักรเป็นสาขาที่ดี ตอนนี้ประเทศกำลังต้องการคนแบบนี้พอดี ไม่ว่าจะโรงงานอาวุธหรือโรงงานอื่น ๆ ก็ล้วนมีส่วนช่วยสร้างประเทศจีนใหม่ทั้งนั้น ตั้งใจเรียนให้ดี ต่อไปมีเรื่องอะไรก็เขียนจดหมายมาหาพี่ได้ มีปัญหาอะไร ถ้าพี่ช่วยได้ก็จะช่วย”
โจวไคฟังแล้วพยักหน้ารัว ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าสดใสยิ่งกว่าเดิม
แม่โจวยุ่งอยู่ในครัว พอได้ยินเสียงพูดคุยกันอย่างออกรสจากข้างนอก มือก็คอยพลิกปลาในกระทะ ใบหน้าของเธอเผยรอยยิ้มปลื้มใจออกมาโดยไม่รู้ตัว พ่อโจวช่วยเติมฟืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความพอใจ
ไม่นานแม่โจวก็ยกอาหารเต็มโต๊ะออกมาจากครัว ฟางอวิ๋นไห่ได้รับเชิญให้นั่งที่หัวโต๊ะ พ่อโจวนั่งข้างเขา ส่วนแม่โจวเรียกโจวอี้กับโจวไคมานั่งด้วย บนโต๊ะยังมีเหล้าขาววางอยู่หนึ่งขวด เป็นเหล้าชั้นดีที่ปกติพ่อโจวเสียดายไม่ยอมดื่ม แต่วันนี้ตั้งใจเปิดไว้
