รถเมล์ยังไม่ทันจอดสนิท ผมก็ทนรอไม่ไหวรีบกระโดดลงจากรถ กวาดตามองหาแท็กซี่ แต่ฟ้ากลั่นแกล้ง รถที่ผ่านไปมาล้วนมีผู้โดยสารนั่งอยู่
ผมยิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการพบกับหมีไช่ไม่ใช่การจัดสรรที่สวยงามเลย แต่เป็นความทรมานที่หลบเลี่ยงไม่ได้
ในที่สุดก็รอจนได้แท็กซี่คันหนึ่ง รีบบึ่งไปยังตลาดสดของเกษตรกรทันที จำได้ว่าที่นั่นมีพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยขายผงยาฆ่าแมลงอยู่บ้าง เพราะยาฆ่าแมลงที่ขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปนั้นฆ่าแมลงสาบไม่ได้ มีแต่ต้องหวังว่าช่วงเวลานี้พวกเขายังไม่เก็บแผง
มาถึงตลาดสด กลับมืดสนิท ไม่ต้องพูดถึงพ่อค้าแผงลอยเลย แม้แต่ร้านค้าข้างในก็ปิดหมดแล้ว ผมรู้สึกห่อเหี่ยวใจ แม้ว่าตัวเองจะพยายามเต็มที่แล้ว แต่คืนนี้ก็คงซื้อยาฆ่าแมลงไม่ได้แน่ ๆ
หมดหนทางจึงได้แต่เลือกทางรองลงมา ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตซื้อสเปรย์ฆ่าแมลงมาหนึ่งกระป๋อง หวังว่าจะย้อมแมวขายผ่านไปได้
……
มาถึงห้องเก่า ๆ นั่นก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว วิ่งไปวิ่งมากว่าชั่วโมงนี่ทำเอาผมแทบพัง หวังเพียงให้หมีไช่อย่าได้จับได้ว่าผมเอาแต่สเปรย์ฆ่าแมลงมา ไม่ใช่ผงยาฆ่าแมลงอย่างที่ตกลงกันไว้แต่แรก
เคาะประตูไป สักพักหมีไช่ก็มาเปิดประตูให้ในชุดนอน ดูเหมือนในปากกำลังเคี้ยวอะไรบางอย่างอยู่
ผมถามด้วยความสงสัย “กินอะไรอยู่หรือ”
“เชอร์รี”
“เชอร์รีคืออะไร”
หมีไช่ดูจะพอใจมากที่วันนี้ผมรักษาสัญญา จึงอธิบายให้ฟังอย่างอดทนว่า “เชอร์รีก็คือผลเชอร์รีนั่นแหละ เธอไปล้างมือก่อนสิ ตรงนั้นยังเหลืออีกตั้งเยอะ”
“นี่จะเลี้ยงฉันหรือ”
หมีไช่พยักหน้า ผมจึงเดินตรงไปที่ห้องน้ำทันที ในใจรู้สึกปลื้มปนดีใจเล็กน้อย ตอนนี้ท่าทีของหมีไช่ที่มีต่อผมดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลย เพราะงั้นการเป็นคนที่พึ่งพาได้ก็ไม่มีข้อเสียอะไร
