ฉันไม่อยากให้ความรู้สึกของเราต้องเจอคลื่นลมอีกครั้ง เลยบอกหมีไช่ไม่ได้ว่าตัวเองกระโดดลงน้ำไปก็เพื่อจะกู้กีตาร์ตัวนั้นกลับมา แต่ก็หาเหตุผลดี ๆ มาอธิบายไม่ได้จริง ๆ จึงได้แต่เงียบเฉยต่อไป
หมีไช่ดูจะไม่คิดล้มเลิกการหาความจริง เธอจ้องมองฉันด้วยสายตาคาดคั้นตลอดเวลา
“วันนี้ฉันดื่มเหล้าเข้าไปหน่อย เลยเมามึนนิด ๆ ก้าวเท้าพลาดเลยตกลงไปในแม่น้ำรอบเมือง”
“แปลว่าที่ไม่บอกฉัน เพราะไม่อยากให้ฉันเป็นห่วง ใช่ไหม”
ฉันรู้สึกละอายเพราะคำโกหกนี้มาก นิ่งเงียบอยู่นาน แต่หมีไช่กลับเข้าใจผิดคิดว่าฉันยอมรับ เธอโอบกอดฉัน พลางสะอื้นว่า “ขอโทษนะ เป็นเพราะฉันทำให้คุณอารมณ์ไม่ดี ฉันควรกลับจากเซี่ยงไฮ้ให้เร็วกว่านี้มาเป็นเพื่อนคุณ”
ฉันค่อนข้างตะลึงงันไปชั่วขณะ กว่าจะเอ่ยกับเธอออกไปว่า “คนที่ผิดจริง ๆ คือฉันเอง คนที่สมควรกล่าวโทษตัวเองก็คือฉัน”
หมีไช่ส่ายหน้า ไม่ยอมให้ฉันพูดต่อ
ในใจฉันรู้สึกผิด จึงเอามือวางบนไหล่ทั้งสองข้างของเธอ แล้วบอกว่า “วันนี้คุณคงจะเหนื่อยมาก กลับไปพักผ่อนเร็ว ๆ เถอะ”
“เดี๋ยวฉันไปต้มน้ำขิงให้คุณก่อน คุณดื่มเสร็จแล้วฉันค่อยไป”
……
ตอนที่หมีไช่กลับไปก็เป็นเวลาดึกสงัดตีหนึ่งกว่าแล้ว หลังจากนั้น ฉันก็อดคิดนู่นนี่เรื่อยเปื่อยมากมายไม่ได้ และคอยเตือนตัวเองให้รักษาระยะห่างกับเจี่ยนเวย เพราะฉันเข้าใจดีว่า ต่อให้เราได้เจอหน้ากันอย่างบังเอิญ ก็จะกลายเป็นภัยแฝงระหว่างฉันกับหมีไช่ได้
ในที่สุด ฉันดื่มน้ำขิงเสร็จ มีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อยก็เริ่มรู้สึกเพลีย ระหว่างเคลิ้มหลับ เสียงข้อความจากมือถือก็ดังขึ้นมา ฉันนึกว่าเป็นหมีไช่ส่งมาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง เลยรีบปลุกตัวเองให้ตื่น เปิดอ่าน ก็พบว่าเป็นของเจี่ยนเวยที่ส่งมา
