ฉันออกแรงว่ายเข้าไปหากีตาร์ที่ใกล้จะจม แต่กีตาร์กลับลอยห่างออกไปตามกระแสน้ำ
เสื้อผ้าหนาสำหรับฤดูหนาวเปียกน้ำจนหนักอึ้ง เป็นภาระใหญ่หลวง ซ้ำยังถูกน้ำเย็นเฉียบกระตุ้น ฉันรู้สึกว่าเรี่ยวแรงถดถอยลงเรื่อย ๆ จนสำลักน้ำไปหลายอึก ทว่าลึก ๆ ในใจกลับมีพลังบางอย่างค้ำจุนให้ฉันดิ้นรนไขว่คว้ากีตาร์ตัวนั้นต่อไป
ริมฝั่งมีเสียงของเจี่ยนเวยแว่วมา ทว่าฉันฟังไม่ถนัดเพราะเสียงลมและคลื่น ฉันใช้แรงเฮือกสุดท้ายคว้ากีตาร์ที่กำลังจะจมไว้แน่น ขณะกำลังดีใจสุดขีด จู่ ๆ ก็หมดแรง สำลักน้ำเข้าไปอีกหลายอึก ตอนนั้นเองที่ในที่สุดฉันก็รู้สึกกลัว และเกิดสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดอย่างแรงกล้า
ฉันใช้แรงสุดท้ายว่ายเข้าฝั่ง แต่น่องกลับเป็นตะคริวเพราะความหนาวจัด ในใจทั้งร้อนรนและหวาดกลัว เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ขณะนั้น เจี่ยนเวยที่อยู่บนฝั่งก็ถอดเสื้อโค้ตและเสื้อไหมพรมออก เหลือเพียงเสื้อตัวในบาง ๆ แล้วกระโดดลงแม่น้ำ เธอว่ายเข้ามาหาฉันอย่างสุดแรง……
“เจาหยาง เธอต้องอดทนไว้ อดทนไว้นะ!”
สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดทำให้ฉันถีบขาและตีน้ำไม่ให้ตัวเองจม ส่วนเจี่ยนเวยก็ว่ายมาถึงตัวฉันในที่สุด เธอมุดเข้ามาใต้รักแร้แล้วพยุงฉัน จากนั้นเราทั้งคู่ก็ออกแรงพร้อมกันว่ายไปทางริมฝั่ง
……
สายลมหนาวพัดผ่านเป็นระลอก ทั้งฉันและเจี่ยนเวยหมดเรี่ยวแรงนอนราบกับพื้น ไออย่างรุนแรงเป็นพัก ๆ น้ำจากตัวเราหยดลงพื้นไม่ขาดสาย กีตาร์ก็เช่นกัน น้ำไหลรวมเป็นเส้นตามสายกีตาร์หยดลงมา จากนั้นรอยน้ำทั้งสามสายก็บรรจบกัน ราวกับพาอดีตระหว่างเราที่นับไม่ถ้วนไหลกลับคืนสู่แม่น้ำ
