เจี่ยนเวยครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนพูดกับพวกเราว่า “ร้องเพลง 《Close To You》 (ใกล้ชิดคุณ) เถอะ”
หลังจากเจี่ยนเวยเอ่ยชื่อเพลงนี้ ฉันก็หันไปมองหลัวเปิ่น เพลงภาษาอังกฤษสไตล์แจ๊สบลูส์แบบนี้ต้องใช้ฝีมือเปียโนขั้นสูงเลยทีเดียว
หลัวเปิ่นยิ้มให้ฉันแล้วพูดว่า “เรื่องกล้วย ๆ”
ฉันจึงวางใจลง ฉันหวังว่าเพลงนี้จะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะนี่คือเพลงโปรดที่สุดของเจี่ยนเวย จำได้ว่าปีหนึ่งในวันเกิดฉัน เธอตั้งใจไปอัดเสียงที่ห้องอัดและส่งเพลงนี้ให้ฉัน ฉันเก็บไว้ในมือถือตลอด น่าเสียดายที่ต่อมามือถือเครื่องนั้นถูกฉันปาใส่แม่น้ำรอบเมืองตอนเมาเหล้าในวันแต่งงานของเหยียนเหยียนกับฝางหยวน และเพลงนั้นก็จมหายไปในก้นแม่น้ำ ไม่อาจเห็นแสงตะวันอีกเลย
ฉันคิดว่าเรื่องบังเอิญพวกนี้มารวมกัน คงเป็นสิ่งที่เรียกว่าพรหมลิขิตกระมัง!
ฉันหายใจเข้าลึก ๆ แล้วส่งสายตาให้หลัวเปิ่น ทั้งสองคนเริ่มเล่นเครื่องดนตรีพร้อมกัน ร่างระหงของเจี่ยนเวยก็พลิ้วไหวไปตามจังหวะเนิบนาบอย่างแผ่วเบา
ฝีมือการบรรเลงของหลัวเปิ่นยอดเยี่ยมมาก น้ำเสียงของเจี่ยนเวยก็ไพเราะ เปี่ยมด้วยเสน่ห์แบบผู้หญิง แถมยังร้องภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว เพลงสไตล์แจ๊สบลูส์นี้จึงถูกเธอถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ขนาดตัวฉันที่เล่นกีตาร์ยังเคลิบเคลิ้มจมดิ่งลงไปในความผ่อนคลายที่ยากจะบรรยาย จนกระทั่งเธอร้องมาถึงท่อนสุดท้าย...
“ในวันที่เธอลืมตาดูโลก เหล่านางฟ้าต่างมารวมตัวกัน ตัดสินใจเสกให้ความฝันเป็นจริง พวกเขาจึงโปรยแสงจันทร์สีทองลงบนเส้นผมของเธอ และโรยแสงดาวลงในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น นี่คือเหตุผลที่สาว ๆ ทั้งเมืองต่างเดินตามเธอ เช่นเดียวกับฉัน พวกเธอเองก็โหยหาที่จะได้ใกล้ชิดเธอ เช่นเดียวกับฉัน พวกเธอเองก็โหยหาที่จะได้ใกล้ชิดเธอ ใกล้ชิดเธอ ใกล้ชิดเธอ...”
ในใจฉันพลันเกิดความรู้สึกอึดอัดเหมือนขาดอากาศหายใจ ครั้งหนึ่งเธอเคยใส่ใจฉันมากเพียงไหน และฉันก็ใส่ใจเธอเช่นกัน ดังนั้นตอนที่เธอส่งเพลงนั้นมาให้ฉัน ฉันเคยฟังวนไปทั้งวัน กระทั่งค่ำคืนที่มืดมิดไร้แสงสว่างหลังเลิกรา ฉันก็ไม่เกรงกลัวต่อการทรมานของความคิดถึง นั่งสูบบุหรี่ฟังมันซ้ำไปซ้ำมา จนเจ็บปอด เจ็บหัวใจ...
