ถึงแม้ผู้หญิงที่อยู่ที่นี่แต่ละคนจะสวยงาม แต่นั่นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการร้องเพลงคู่เลย แถมการร้องกับใครสักคนก็ดูจะเคอะเขินไม่มากก็น้อย สู้ร้องเดี่ยวทั้งเพลงไปเลยจะดีกว่า
ดังนั้นผมจึงพูดกับเหยียนเหยียนที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรว่า "เธอก็น่าจะรู้ว่าฉันเป็นคนเก็บตัวจนชินแล้ว เพราะงั้นให้ฉันร้องเดี่ยวเถอะ"
เหยียนเหยียนพูดติดตลกว่า "กลัวคนอื่นแย่งซีนนายรึไง?"
ผมยิ้ม แล้วพูดกับเธออย่างจริงจังว่า "เพลงนี้เหมาะกับการร้องเดี่ยว ผมชอบมันมาก ให้โอกาสผมได้โชว์ฝีมือหน่อย ได้ไหม?"
ในที่สุดเหยียนเหยียนก็ไม่รบเร้าอีก ส่วนสาวๆ ที่อยู่ในงานก็ดูสงบนิ่ง ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจใยดีกับคำว่า 'ร้องคู่' นัก ซึ่งก็เข้าใจได้ ยังไงเสียผมก็ไม่มีพรสวรรค์ทางดนตรีอย่างหลัวเปิ่น และก็ไม่มีรัศมีเจิดจรัสห้อมล้อมเหมือนเว่ยหราน ดังนั้นการเลือกจะร้องเดี่ยวในตอนนี้ ดูช่างเป็นทางเลือกที่ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก แม้จะเดียวดายไปสักหน่อย แต่มันก็ไม่ได้แย่อะไร และผมยิ่งไม่คิดจะไปร่วมงานกับใครต่อใครในกลุ่มนั้นด้วย
ผมเดินไปกลางเวทีเล็กๆ แล้วกวักมือเรียกหลัวเปิ่น เพราะในเพลงที่ผมจะร้องนั้นมีจังหวะกลองที่ถี่มาก และคนที่เก่งกลองชุดที่สุดในที่นี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเขา ในขณะเดียวกันเสียงเบสทุ้มลึกก็จะบรรเลงขับเคลื่อนตลอดทั้งเพลง ดังนั้นส่วนของเบสจึงให้ซีซีเป็นคนเล่น ทว่าช่วงท้ายของเพลงส่วนที่เป็นเปียโนยังขาดคนเล่น เพราะเสี่ยวอู่และสมาชิกวงคนอื่นๆ หลังจากที่นำเครื่องดนตรีมาส่งแล้ว ก็ต้องรีบไปเล่นที่บาร์ต่อ
ผมพูดกับทุกคนว่า "ต่อไปผมจะร้องเพลง Creep ของวงเรดิโอเฮด ซึ่งช่วงท้ายมีเปียโนอยู่ท่อนสั้นๆ ใครพอจะช่วยเล่นให้หน่อยได้บ้าง?"
เว่ยหรานรับคำว่า "เพลงนี้เพราะดีนะ เดี๋ยวผมเล่นส่วนเปียโนให้เอง"
