เฟิ่งฉีเจิ้งลุกขึ้นยืน มองน้ำซุปปลาที่หกเลอะเทอะด้วยความเสียดาย พลางปัดทรายดินบนตัวไปด้วย บ่นไปด้วยว่า “หัวหน้า ท่านเตะข้าทำไม? ข้ายังดื่มน้ำซุปปลาไม่ทันได้สองคำเลย หกหมดแล้ว”
พันอวี่เฉิงถึงกับพูดไม่ออก
“เจ้าคนซื่อบื้อ พูดเหลวไหลอะไรต่อหน้าคุณหนูเซียว?”
“หัวหน้า เรียกข้าว่าเฟิ่งผู้ฉลาดเฉลียวสิ เรียกข้าว่าคนซื่อบื้ออีก ข้าจะตัดขาดกับท่านแล้ว... ข้าพูดเหลวไหลตรงไหน?” เฟิ่งฉีเจิ้งไม่ยอมรับทั้งยังไม่พอใจ หันไปมองหนิงเฉิน “เจ้าว่ามาสิ นี่ใช่บทกวีหรือไม่? สมจริงหรือเปล่า?”
มุมปากหนิงเฉินกระตุก ไม่รู้จะพูดอะไรดี
เฟิ่งฉีเจิ้งพลันได้ใจขึ้นมา เอ่ยอย่างอวดดีว่า “หัวหน้า เห็นแล้วใช่ไหม? หนิงเฉินยังพูดไม่ออก นี่พิสูจน์ว่าบทกวีของข้าแต่งได้ยอดเยี่ยม เป็นผลงานชิ้นเอกที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างแน่นอน
ถึงข้าจะไม่ได้ใช้ถ้อยคำวิจิตรหรูหรามาประดิดประดอย แต่บทกวีของข้าเน้นความสมจริงเป็นหลัก
หนิงเฉิน ถึงตาเจ้าแล้ว... หากเจ้าแต่งไม่ออก ข้าก็ไม่เอาเงินหนึ่งร้อยตำลึงแล้ว ขอแค่เจ้ามอบตำแหน่งจอมกวีแห่งต้าเสวียนให้ข้าก็พอ”
หนิงเฉินมองจันทรากลางนภา ผิวน้ำระยิบระยับ พลางเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “จันทราส่องเหนือทะเลกว้าง สุดขอบฟ้าร่วมช่วงเวลานี้...”
ดวงตางามของเซียวเยี้ยนซีพลันเปล่งประกาย
พันอวี่เฉิงอดเอ่ยชมไม่ได้ “บทกวีดี...”
ชมแล้วก็หันไปมองหนิงเฉิน รอฟังอีกสองวรรค
ทว่าหนิงเฉินกลับชะงักงัน
เมื่อครู่เขาเพียงแต่งกลอนขึ้นมาตามความรู้สึกที่เกิดจากทิวทัศน์ สองวรรคนี้จึงหลุดจากปากโดยไม่ทันคิด
แต่ที่น่าอึดอัดคือ เขาจำได้แค่สองวรรคนี้... ส่วนที่เหลือลืมหมดแล้ว
