ภายในโถงรับรอง ชิงหวังเอนกายพิงตั่งนุ่มบนที่นั่งประธาน มือประคองถ้วยชา ท่วงท่าสบายอ้อยอิ่งแฝงเสน่ห์เย้ายวน
ชายบำเรอกว่ายี่สิบคนยืนเรียงเป็นสองแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่กลางโถง
ที่หนิงเฉินมั่นใจว่าพวกเขาเป็นชายบำเรอ ก็เพราะทุกคนต่างมีริมฝีปากแดง ฟันขาว และใบหน้าหล่อเหลา
ครั้นเห็นพ่อบ้านนำหนิงเฉินกับเฟิงฉีเจิ้งเข้ามา ชิงหวังก็คร้านจะลุกขึ้น เอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “มาแล้วหรือ? นั่งตามสบาย”
ปากบอกให้นั่งตามสบาย ทว่านางกลับตบที่ว่างข้างกาย
หนิงเฉินกลอกตา เขารู้อยู่แล้วว่าสตรีแพศยาแสนเย้ายวนผู้นี้หมายปองร่างกายของเขามาตลอด
เขาเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ โดยไม่เข้าใกล้ชิงหวัง
ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงตนเอง แต่เป็นห่วงชิงหวังต่างหาก หากจักรพรรดินีรู้เข้า นางคงถูกเชือดทิ้งเป็นแน่
ชิงหวังโบกมือ พลางเอ่ยเสียงหวาน “คนมา ชงชา!”
สาวใช้ยกน้ำชามาให้
หนิงเฉินยกขึ้นจิบคำหนึ่ง ก่อนมองชิงหวังแล้วชี้ไปยังชายบำเรอเหล่านั้น “นี่ท่าน...เริงสวาทกลางวันแสก ๆ หรือ?
พวกเรามาผิดเวลาหรือไม่? เช่นนั้นข้าค่อยมาอีกหนก็แล้วกัน?”
ชิงหวังยิ้มเย้ายวน “หอชายคณิกาเพิ่งส่งมาให้เปิ่นหวังเลือกเก็บไว้รับใช้สักสองสามคน พวกเจ้าก็มาพอดี”
หอชายคณิกาก็คือหอนางโลมชาย บางแห่งเรียกว่ารังผึ้ง...ความแตกต่างก็คล้ายกับสำนักสังคีตหลวงกับหอนางโลมแห่งเอกชน แห่งหนึ่งเป็นกิจการของหลวง อีกแห่งเป็นกิจการส่วนตัว
ชิงหวังกล่าวต่อ “เป็นอย่างไรบ้าง คิดว่าหนุ่มนักขับร้องเหล่านี้เป็นเช่นไร?”
คนเหล่านี้เมื่ออยู่ในหอชายคณิกาจะถูกเรียกว่ากระต่าย หนุ่มนักขับร้อง หรือบุรุษขายตัว
