จางเทียนหลุนหันกลับไปมองตำหนักใหญ่ แววตาวูบไหว
เขาลดเสียงลง สั่งโจวสิ่งว่า “เจิ้นโปรดปรานเด็กนัก พาไพร่พลไปให้มากหน่อย ไปคุ้มมหาเสนาบดี รับบุตรของท่านขุนนางจงมาไว้ข้างกายเจิ้น ให้เลี้ยงดูสักระยะ”
โจวสิ่งชะงักไป ทุกคนต่างรู้ว่ามหาเสนาบดีฝ่ายขวาจงซือปั่ยมีบุตรยามชรา เขาจึงรักใคร่เด็กคนนี้ดุจของล้ำค่า
หากผู้ใดกล้าแตะต้องเด็กคนนี้ จงซือปั่ยคงเอาชีวิตเข้าแลกเป็นแน่
แต่คำพูดของจางเทียนหลุนก็คือพระบรมราชโองการ เขาจะขัดพระบรมราชโองการก็ไม่ได้ จึงก้มกายกล่าวว่า “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้” กล่าวจบก็หันกายเร่งฝีเท้าจากไป
ระหว่างจากมา โจวสิ่งยังครุ่นคิดในใจ ดูท่าฝ่าบาทจะมิได้ทรงไว้วางพระทัยมหาเสนาบดีฝ่ายขวาเหมือนแต่ก่อนแล้ว
แต่ก่อน ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัยจงซือปั่ยอย่างยิ่ง ไม่มีทางแตะต้องบุตรของเขาเป็นอันขาด
จางเทียนหลุนมิได้ไว้วางพระทัยจงซือปั่ยเหมือนแต่ก่อนจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อเห็นจงซือปั่ยกับคังหลัวส่งสายตาหวานซึ้งให้กัน ในพระทัยก็เกิดความรู้สึกถึงภัยคุกคาม
จางเทียนหลุนเป็นคนเห็นแก่ตัวและไร้เยื่อใยอย่างยิ่ง มิฉะนั้นคงไม่คิดฆ่าหนิงเฉินครั้งแล้วครั้งเล่า
แท้จริงแล้วเขาก็ไม่ต่างจากฮ่องเต้ส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์ สิ่งที่พวกเขาใส่ใจคืออำนาจและผลประโยชน์ของตน ขุนนางของพวกเขาจะเป็นขุนนางทุจริตหรือคนไร้ความสามารถก็ได้ แต่ต้องเคารพยำเกรงและภักดีต่อฮ่องเต้อย่างพวกเขา
ที่เขาทนหนิงเฉินไม่ได้ ก็เพราะแม้หนิงเฉินจะเป็นอัจฉริยะที่สวรรค์ประทาน แต่กลับไม่เกรงกลัวพระราชอำนาจ ทั้งยังภักดีต่อปวงประชาทั่วหล้า มิใช่ฮ่องเต้อย่างเขา
เมื่อมองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฮ่องเต้ที่สามารถทนรับขุนนางเช่นหนิงเฉินได้มีเพียงไม่กี่คน
