“ท่านอ๋องโปรดทอดพระเนตร” จินตงสิงชี้เส้นทางที่วางแผนไว้แล้วบนแผนที่ กล่าวว่า “จากเมืองวั่งเยว่ ยกทัพมุ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือตลอดทาง ไม่เกินสิบห้าวันก็จะถึงเมืองฉีมู่แห่งหนานเยว่”
เมืองฉีมู่ผลิตไม้ล้ำค่ามากมายจึงได้ชื่อนี้ นอกจากจะอยู่ใกล้พระนครหนานเยว่แล้ว ยังเป็นหนึ่งในเมืองที่มั่งคั่งที่สุดของหนานเยว่ด้วย
แน่นอนว่าเพราะเหตุนี้ เมืองฉีมู่จึงมีกองทัพประจำการมาโดยตลอด ทว่าคราก่อนทัพแสนนายที่คังหลัวนำมาล้วนพ่ายแพ้ในเงื้อมมือของท่านอ๋อง กำลังทหารของหนานเยว่จึงขาดแคลนอยู่บ้าง
ตอนนี้คังหลัวระดมทหารอีกหนึ่งแสนนายมุ่งหน้าไปยังเซียงโจวแห่งต้าเสวียน... ดังนั้นเมืองฉีมู่จึงเหลือทหารเพียงห้าหมื่นนาย”
หนิงเฉินมองแผนที่ นิ้วเลื่อนไปตามเส้นทาง “หากข้าใช้กำลังดุจสายฟ้าบุกยึดเมืองฉีมู่ แล้วจากนั้นจะไปถึงเมืองปี้ลั่วต้องใช้เวลานานเท่าใด”
จินตงสิงกล่าวว่า “ด้วยความเร็วในการเคลื่อนทัพของท่านอ๋อง เจ็ดวันก็เพียงพอแล้ว
จากเมืองปี้ลั่วไปพระนครหนานเยว่ใช้เวลาเพียงห้าวัน ขอเพียงยึดเมืองปี้ลั่วได้ ก็สามารถยกทัพตรงไปยังพระนครหนานเยว่ได้ทันที”
หนิงเฉินหรี่ตาถามว่า “เมืองปี้ลั่วมีกองทัพประจำการเท่าใด”
จินตงสิงกล่าวว่า “เมืองปี้ลั่วมีกองทัพประจำการหนึ่งหมื่นนาย”
หนิงเฉินชะงักไปเล็กน้อย “น้อยเพียงนี้หรือ”
จินตงสิงอธิบายว่า “ท่านอ๋อง เมืองปี้ลั่วก็เปรียบได้กับแคว้นเหลียงของต้าเสวียน เมืองปี้ลั่วตั้งอยู่ระหว่างพระนครหนานเยว่กับเมืองฉีมู่ จึงไม่จำเป็นต้องมีกองทัพประจำการมากนัก
เดิมทีพระนครหนานเยว่มีทัพพิทักษ์เมืองหนึ่งแสนนาย แต่คังหลัวนำไปสี่หมื่น บัดนี้จึงเหลือเพียงหกหมื่น
