จักรพรรดิองค์ใหม่มองปฏิกิริยาของเสนาบดีกรมพลเมือง ในใจก็ตระหนักขึ้นทันที คิดว่าไม่ทันจะเป็นข่าวร้ายอีกแล้วหรือ
เสนาบดีกรมพลเมืองลังเลอยู่ครึ่งครู่ใหญ่จึงเอ่ย “กราบทูลฝ่าบาท แคว้นเกาลีส่งข่าวมาว่า ปีกลายเก็บเกี่ยวไม่ได้ผล คลังหลวงขาดทุน ปีนี้จะไม่ถวายบรรณาการแก่ต้าเสวียนอีกต่อไปแล้วขอรับ”
พระพักตร์จักรพรรดิองค์ใหม่มืดครึ้มลงทันใด หากจะกล่าวก็คือเขียวคล้ำทั้งพระพักตร์!
“แคว้นเกาลีช่างเจ้าเล่ห์นัก พูดแล้วเสียที ชัดเจนว่าต้องการแยกตัวออกจากต้าเสวียน... ไม่กลัวเจิ้นยกทัพบดขยี้พวกเจ้าเสียหรือ”
เสนาบดีกรมพลเมืองพูดตะกุกตะกัก “ฝ่าบาท ยังมีข่าวอีกหนึ่ง... ซีเหลียงก็ส่งสาส์นมาด้วย ว่าปีกลายประสบภัยตั๊กแตน ทุ่งนาไม่เหลือเมล็ดข้าวแม้แต่เมล็ดเดียว ขอให้ต้าเสวียนช่วยเหลือซีเหลียงสักเล็กน้อย เงินทองหรือธัญพืชก็ได้ทั้งนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“หยิบโทษ!”
จักรพรรดิองค์ใหม่โกรธจัดพลิกโต๊ะทิ้งด้วยแรงหนึ่ง
“ซีเหลียงมันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ ภัยตั๊กแตนอะไรกัน ปีกลายซีเหลียงเก็บเกี่ยวได้ผลบริบูรณ์ยิ่งนัก... ชัดว่ามันคิดก่อกบฏ ไม่ถวายบรรณาการยังกล้าทวงเงินทองธัญพืชจากเจิ้นอีก... ยกทัพ ยกทัพลงโทษซีเหลียงและแคว้นเกาลีเดี๋ยวนี้
คิดว่าต้าเสวียนขาดหนิงเฉินไปแล้ว จะไม่เอาเจิ้นวางตาแล้วหรือ”
จักรพรรดิองค์ใหม่เดือดดาลถึงกับกระโดดโลดเต้น เส้นเลือดที่ขมับเต้นไม่หยุด
หญิงร้องเต้นระบำในหอนั้นตกใจจนคุกเข่าลงเต็มพื้น
เสนาบดีกรมพลเมืองรีบทูลว่า “ฝ่าบาทโปรดสำรองพระองค์ พระวรกายสำคัญยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
แต่เพลิงโทสะยังมิอาจระงับ จักรพรรดิองค์ใหม่ทรงตรัสดังก้อง “แคว้นเล็กแคว้นน้อยดั่งเม็ดกรวยยังกล้าไม่เอาเจิ้นวางตา เจ้าจะให้เจิ้นสำรองพระองค์อย่างไรได้
ยกทัพเดี๋ยวนี้ ตีแคว้นเกาลีและซีเหลียง เจิ้นจะให้พวกมันรู้ซึ้งถึงผลแห่งการไม่เอาเจิ้นวางตา”
