หนิงเฉินครุ่นคิดพลางกำลังจะลุกจากเตียง ตั้งใจไปหาตูปู้เพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของตน
ทันใดนั้น เสียงคำรามอันทุ้มต่ำของเสือก็ดังกึกก้องไปทั่วสำนักเจ้าเมือง
หนิงเฉินที่กำลังจะลุกจากเตียงพลันแสดงสีหน้าเจ็บปวด ก่อนจะร่วงหัวทิ่มลงจากเตียง
เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนตกใจไม่น้อย ต่างช่วยกันพยุงหนิงเฉินขึ้นเตียงอย่างชุลมุน
พานอวี่เฉิงเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นห่วง “เจ้า...เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
หนิงเฉินกุมอก หน้าผากชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น เมื่อครู่ตอนตูปู้คำราม ความรู้สึกราวกับหัวใจถูกมีดกรีดก็หวนกลับมาอีกครั้ง
แต่ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าอาการของตนเกี่ยวข้องกับตูปู้จริง ๆ
เขาหันไปมองพานอวี่เฉิงกับคนอื่น ๆ แล้วเอ่ยว่า “ข้าคงไม่ได้ถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิงกระมัง ทุกครั้งที่เข้าใกล้ตูปู้ หรือได้ยินเสียงร้องของมัน หัวใจข้าจะเจ็บราวกับถูกมีดกรีด ปวดจนแทบขาดใจ”
ทุกคนต่างทำหน้าเหวอ เรื่องนี้ฟังดูเหลวไหลอยู่บ้าง
เฟิ่งฉีเจิ้งกล่าวว่า “ข้าจำได้ว่าวันนั้นตอนพวกเรากลับมาถึงสำนักเจ้าเมือง เจ้ายังพาตูปู้ไปเดินเล่นอยู่เลย ไม่เห็นเป็นอะไรสักนิด”
หนิงเฉินพยักหน้า “ถูกต้อง ตอนเพิ่งกลับมา ข้าเห็นตูปู้ก็ไม่เป็นอะไร แต่สองสามวันมานี้ พอเห็นตูปู้เมื่อใด หัวใจข้าก็เจ็บราวกับถูกมีดกรีดเมื่อนั้น”
พานอวี่เฉิงกล่าวว่า “จะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญหรือไม่”
หนิงเฉินเหลือบมองเขา “เกิดขึ้นติดกันถึงสามครั้งแล้ว ข้าว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...แต่ก็ยังพูดยาก ลองพิสูจน์ดูก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ ไปกันเถอะ ข้าจะไปหาเรื่องเจ็บตัวแล้ว”
หนิงเฉินกับพวกเดินทางมาถึงลานด้านหลัง
เมื่อเห็นหนิงเฉิน ตูปู้ก็วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหาอย่างร่าเริง
