แววตาหนิงเฉินคมกริบ จ้องมองจางเทียนหลุนบนกำแพงเมืองแล้วเอ่ยทีละคำว่า “ไม่เคยปราชัย”
จางเทียนหลุนหัวเราะเยาะอย่างชั่วร้าย “เช่นนั้นอีกประเดี๋ยวเจ้าก็จะได้ลิ้มรสแล้ว เจิ้นจะทำให้เจ้าได้ลิ้มรสเอง”
หนิงเฉินกระตุกมุมปาก
จางเทียนหลุนพลันกวักมือเรียกคนที่อยู่ด้านหลัง
สตรีผู้หนึ่งรูปโฉมงดงาม ร่างอวบอิ่ม เดินเยื้องย่างเข้ามาอย่างแช่มช้อย
จางเทียนหลุนตะโกนถามว่า “หนิงเฉิน เจ้ารู้หรือไม่ว่านางเป็นใคร”
หนิงเฉินครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ยุนเหนียง?”
“ถูกต้อง!” จางเทียนหลุนมีสีหน้าภาคภูมิใจ “หนิงเฉิน เจ้าให้คนไปติดต่อยุนเหนียง คิดจะบุกเข้าเซียงโจวทางประตูเมืองทิศเหนือ บัดนี้ยุนเหนียงยืนอยู่ข้างกายข้าแล้ว เจ้าเข้าใจแล้วกระมัง?”
หนิงเฉินเลิกคิ้ว “เข้าใจอะไร?”
จางเทียนหลุนพลันหัวเราะอย่างได้ใจ “หนิงเฉิน ดูท่าเจ้าจะไม่ได้ฉลาดนัก... เช่นนั้นเจิ้นจะบอกเจ้าให้ชัด ๆ กองทัพห้าหมื่นนายที่เจ้าส่งไปโจมตีประตูเมืองทิศเหนือ จะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว
ดูท่าพวกเจ้าจะมองข้ามเรื่องหนึ่งไป นั่นคือ นอกจากหนานเยว่ที่คอยสนับสนุนเจิ้นแล้ว ยังมีอาณาจักรเจาเหออีกด้วย
หนิงเฉิน เดิมทีเจิ้นมีกองทัพเจาเหออยู่ในมือสามหมื่นนาย เจ้าลองเดาดูสิว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ใด?”
หนิงเฉินปรบมือพลางกล่าวประชดประชัน “ว้าว... เจ้าฉลาดเหลือเกิน เหมือนสุนัขบ้านข้าง ๆ ข้าไม่มีผิด”
จางเทียนหลุนอดขมวดคิ้วไม่ได้ “หนิงเฉิน เจ้าหมายความว่าอย่างไร หรือว่าเจ้าคาดเดาได้ตั้งนานแล้วว่าเจิ้นส่งชาวเจาเหอไปซุ่มโจมตีระหว่างทาง?”
ยังไม่ทันที่หนิงเฉินจะเอ่ยปาก จางเทียนหลุนก็ตะโกนขึ้นมาเองว่า “เป็นไปไม่ได้ เกือบครึ่งปีก่อนเจิ้นก็ให้กองทัพเจาเหอซ่อนตัวไว้แล้ว ทำทีเป็นเดินทางกลับอาณาจักรเจาเหอ เจ้าไม่มีทางคาดเดาได้หรอก”
