ยามค่ำคืน หนิงเฉินโอบกอดเรือนร่างอันอ่อนนุ่มของจักรพรรดินีไว้ในอ้อมแขน
มือของหนิงเฉินลูบไล้ไปตามบ่าเนียนเกลี้ยงของนาง ก่อนเอ่ยว่า “พูดเรื่องสำคัญกันดีกว่า ข้ามาแคว้นอู่ได้ไม่น้อยแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะกลับต้าเสวียน
บัดนี้ฤดูใบไม้ผลิมาถึง อากาศอบอุ่น ดอกไม้ผลิบาน เป็นช่วงเวลาเหมาะแก่การยกทัพ ข้าต้องรีบกอบกู้ชายแดนตะวันออกของต้าเสวียนให้เร็วที่สุด
จางเทียนหลุนกับจงซือปั่ยก็ก่อความวุ่นวายมานานพอแล้ว”
จักรพรรดินีพยักหน้าเบา ๆ แม้จะอาลัยอาวรณ์ แต่ก็รู้ว่าหนิงเฉินแบกรับภาระหนักอึ้งอยู่
หนิงเฉินกล่าวว่า “เจ้าก็ต้องระวังตัวให้ดี คนที่สั่งให้ซ่งเสี่ยวซวงใช้กู่สาปข้าในตอนนี้คือคังเสี้ยว แต่ข้ารู้สึกว่าคนรอบกายเจ้าก็มีพิรุธอยู่ไม่น้อย ควรสืบสวนให้ละเอียดอีกครั้ง”
จักรพรรดินีแค่นหัวเราะ “คนเรายอมตายเพื่อทรัพย์สิน ส่วนนกก็ยอมตายเพื่ออาหาร แคว้นไหนบ้างจะไม่มีหมาเนรคุณกินบนเรือนขี้บนหลังคาสักสองสามตัว
นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร มองลงมาเห็นเหล่าขุนนาง... ทว่าคนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ใครจะรู้ว่าคนที่ยืนอยู่เบื้องล่างเป็นคนหรือผีกันแน่
ไหนเลยจะมีเหตุผลให้คอยระแวดระวังขโมยทั้งวันทั้งคืน ข้าจะสืบสวนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และลากพวกผีสางปีศาจเหล่านั้นออกมาให้หมด
แผ่นดินนี้ข้าจะยกให้ลูกชายของเรา ใครก็อย่าคิดหมายแตะต้องแผ่นดินของข้า”
หนิงเฉินหัวเราะออกมา การคิดแตะต้องแผ่นดินของจักรพรรดินี หาใช่เรื่องง่ายดายไม่
จักรพรรดินีมิใช่สตรีอ่อนแอที่หลบอยู่ในวังหลวงหญิง แล้วนั่งครองบัลลังก์มังกรอย่างสงบ
สตรีผู้นี้โปรดการศึก มักเสด็จยกทัพพระองค์เองอยู่เสมอ ทั้งยังมีบารมีสูงส่งในกองทัพ
