หนิงเฉินส่ายหน้าพลางหัวเราะ คนหวยอานผู้นี้ถึงกับแอบแย่งคนของเขาไปเสียแล้ว
เขาหารู้ไม่ว่าเรื่องนี้เป็นข้อเสนอของฮ่องเต้เสวียน
ในคราวนั้น ฮ่องเต้เสวียนจำต้องปลดเสิ่นหมิ่นออกจากตำแหน่ง ทว่าทรงทราบดีถึงความสามารถของเสิ่นหมิ่น จึงคิดหาหนทางเรียกตัวกลับมาใช้งานอีกครั้งอยู่เสมอ
แต่ภายหลังจางเทียนหลุนขึ้นมาว่าราชการ เรื่องนี้จึงเงียบหายไป
ดังนั้นคราวที่ฮ่องเต้เสวียนเสด็จออกนอกเมือง จึงทรงเสนอฮ่องเต้อันว่า หากหนิงเฉินกู้เซียงโจวคืนมาได้ ก็ให้ย้ายเสิ่นหมิ่นกลับมา
หนิงเฉินยิ้มกล่าวว่า “ผู้เฒ่าเสิ่น เปิ่นหวังมิได้โกรธจริง แค่หยอกเจ้าเท่านั้น...เห็นเจ้ากระปรี้กระเปร่าเช่นนี้ ดูท่าจะพอใจกับตำแหน่งขุนนางในยามนี้ไม่น้อย”
จากขุนนางขั้นสองตกต่ำลงมาเป็นขั้นสี่ คนทั่วไปย่อมรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ทว่าเสิ่นหมิ่นกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
เสิ่นหมิ่นยิ้มกล่าวว่า “ได้กลับมาเป็นที่โปรดปรานอีกครั้ง กระหม่อมก็ดีใจยิ่งแล้ว...ส่วนตำแหน่งขุนนางนั้นไม่สำคัญ แม้บัดนี้จะเป็นเพียงขุนนางขั้นสี่ แต่ก็ยังนับเป็นขุนนางผู้ดูแลท้องถิ่นแห่งหนึ่ง
“อ๋องโปรดวางพระทัย แดนบูรพาที่พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยกู้คืนมา กระหม่อมจะทุ่มเทกำลังทั้งหมด ทำให้ชาวแดนบูรพาได้มีชีวิตที่ดี
“ก่อนกระหม่อมมา ได้ให้คำมั่นต่อฝ่าบาทไว้แล้วว่า ภายในห้าปี จะทำให้ชาวแดนบูรพาทั้งหมด แม้แต่ครอบครัวชาวบ้านธรรมดา ต่างมีเสบียงสำรองไว้กินได้สองถึงสามปี...หากทำไม่สำเร็จ กระหม่อมจะถอดหมวกขุนนาง กลับเมืองหลวงไปรับการไต่สวน”
หนิงเฉินตกใจ “เล่นใหญ่ถึงเพียงนี้เชียว?”
เสิ่นหมิ่นยิ้มกล่าวว่า “หากเป็นดินแดนแห้งแล้ง กระหม่อมย่อมไม่กล้าให้คำมั่นเช่นนี้ แต่ผืนดินในแดนบูรพาอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรก็ล้นเหลือ ขอเพียงไม่มีสงคราม ห้าปีก็ทำสำเร็จได้ไม่ยากพ่ะย่ะค่ะ”
