เช้าวันรุ่งขึ้น ซูหว่านแต่งหน้าเสร็จก็ถือชุดกระโปรงตัวโปรดของลูกสาวมารอให้ลูกตื่น
กู่อิงลืมตาขึ้นมาก็พบกับใบหน้าอ่อนโยนของมารดา ดูเหมือนเธอจะยังไม่คุ้นชิน เลยพลิกตัวนอนคว่ำซบใบหน้าเล็ก ๆ ขดตัวเหมือนลูกแมวน้อย
“อิงอิง อยากใส่ชุดกระโปรงไหมจ๊ะ” ซูหว่านถามพลางยิ้ม
กู่อิงพลิกตัวกลับมามองชุดเจ้าหญิงสีชมพูน่ารัก แล้วผงกศีรษะ “อยากใส่ค่ะ”
ซูหว่านอุ้มลูกสาวที่แต่งตัวสวยงามลงมาชั้นล่าง กู้เยี่ยนจือรออยู่บนโซฟาในห้องรับแขกแล้ว เขาสร้างนิสัยให้ตัวเองทุกวันว่าต้องไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนก่อนค่อยไปบริษัท
“คุณพ่อ หนูสวยไหมคะ” กู่อิงหมุนตัวโชว์ต่อหน้าบิดาอย่างมีความสุข
กู้เยี่ยนจือมองเธอด้วยแววตาเอ็นดู เอ่ยชมโดยไม่ลังเล “อืม สวยมาก”
กู้เยี่ยนจืออุ้มลูกสาว ซูหว่านรับกระเป๋านักเรียนที่พี่หยางยื่นให้แล้วเดินตามออกไป
โรงเรียนอยู่ใกล้มาก แค่นอกเขตหมู่บ้านวิลล่า เป็นโรงเรียนอนุบาลเอกชนที่แพงที่สุดในเมือง A
กู่อิงลงจากรถ ซูหว่านพาเธอไปส่งถึงประตู สะพายกระเป๋าให้แล้วถามว่า “ตอนบ่ายแม่จะมารับเร็วหน่อย กลับบ้านมาทำเค้กด้วยกันดีไหมจ๊ะ”
กู่อิงผงกศีรษะอย่างดีใจ ทักทายครูใหญ่กับคุณครูก่อนจะเข้าโรงเรียนไป
ซูหว่านมองตามแผ่นหลังของลูกสาวด้วยแววตาอ่อนโยน จากนั้นหันไปมองชายหนุ่มในรถ แสงเงาทาบทับ เขายังคงสง่างามน่าหลงใหลเหมือนเคย เพียงแต่แววตาของเขาเหมือนคืนวันในฤดูหนาวตลอดเวลา เย็นเยียบอยู่เสมอ แฝงความเย็นชาจาง ๆ
“ฉันเดินเล่นกลับบ้านเอง เธอไปบริษัทเถอะ” ซูหว่านเดินมาข้างประตูคนขับของเขาแล้วพูดขึ้น
กู้เยี่ยนจือเม้มริมฝีปากเมื่อได้ยิน มือเรียวยาวข้อนิ้วชัดเจนหมุนพวงมาลัยอย่างสง่างาม โรลส์-รอยซ์สีดำคันงามเคลื่อนพ้นกลุ่มรถออกไป
ซูหว่านมองตามรถของกู้เยี่ยนจือที่จากไป ต่อให้แต่งงานกับเขามาหลายปีขนาดนี้ เธอยังคงไม่เข้าใจเขา
ต่อให้รู้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขามีเพียงความกตัญญูต่อเธอ ไม่มีความรัก เป็นเธอเองที่โง่เฝ้ารอ
รอให้เขารักเธอ รออยู่ถึงหกปีเต็ม
ตอนนี้ซูหว่านไม่โทษใครอีกแล้ว โทษแต่ตัวเองที่เลือกคนผิด เธอยอมรับผลลัพธ์นี้
ซูหว่านเดินเล่นกลับถึงบ้าน พี่หยางเข้ามาถามว่า “คุณนาย ท่านอยากทานอะไรเป็นอาหารเช้าคะ”
“ทำไข่ต้มสองฟองกับข้าวโพดครึ่งฝักให้ฉันเถอะ” ซูหว่านบอก
พี่หยางนิ่งไปเล็กน้อยแล้วจึงไปเตรียมที่ห้องครัว ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าแววตาของคุณนายวันนี้ไม่เหมือนเดิมนะ
เหมือนจะเย็นชากว่าปกติ แถมเมื่อคืนก็ไม่ได้ยินเสียงทะเลาะกับคุณผู้ชายเลย
ไม่เช่นนั้น ตามปกติถ้าคุณผู้ชายไม่กลับบ้านหลายสัปดาห์ สีหน้าคุณนายต้องดูแย่มากแน่ ยิ่งกว่านั้น เรื่องใหญ่ที่ลูกสาวเข้าโรงพยาบาลล้างปอดคราวนี้ คุณนายก็ไม่ได้เอ่ยถึงเลย
เมื่อนั่งอยู่ในห้องหนังสือชั้นสาม ซูหว่านครุ่นคิดอะไรบางอย่าง หนึ่งเดือนก่อน เธอขึ้นบรรยายบนเวทีประชุมวงการแพทย์ของประเทศ M ในฐานะบัณฑิตยอดเยี่ยม ดึงดูดบริษัทยาชั้นนำกว่าร้อยแห่งให้ยื่นข้อเสนอมาให้เธอ ขอเพียงเธอพยักหน้า เธอก็สามารถเข้าสู่ห้องปฏิบัติการชั้นนำต่าง ๆ และได้รับเงินลงทุนนับหมื่นล้าน
เพียงแต่ความโดดเด่นนี้ เธอไม่เคยปริปากบอกใคร ในบ้านนี้ และในสายตาคนนอก เธอเป็นเพียงแม่บ้านที่ถูกขังอยู่ในกรงทองและไร้ความสามารถใด ๆ
ลองมองสามีของเธออีกครั้ง กู้เยี่ยนจือ เมื่ออายุสิบแปดปีกลายเป็นที่ปรึกษาระดับโกลด์ของวอลล์สตรีทในประเทศ M ตอนอายุยี่สิบสามปีเข้าบริหารบริษัทจนกลายเป็นตำนานผู้เลือดเย็นแห่งวงการวาณิชธนกิจ เวลาเพียงแค่สี่ปี เขาก้าวขึ้นสู่มือหนึ่งของตารางอันดับทรัพย์สินภายในประเทศ
ในตอนนั้นเอง เพื่อนสนิทผู้เป็นทนายความ เซียวเยว่ ส่งข้อความมาหาเธอ “หว่านหว่าน ตอนเที่ยงฉันไปต้อนรับลูกความกับลูกค้า เธอเดาซิว่าฉันเจออะไร”
จากนั้น รูปถ่ายสามรูปก็เด้งขึ้นมา
ในภาพ กู้เยี่ยนจือนั่งอยู่ในห้องวีไอพี กำลังต้อนรับแขกต่างชาติไม่กี่คน เสิ่นหว่านเยียนนั่งแนบชิดข้างกายเขาอย่างมีเสน่หา
เสิ่นหว่านเยียนสวมกี่เพ้าจีน งามสง่าเย้ายวน ภาพที่สามเป็นตอนที่เธอกำลังพูดหรือหัวเราะอะไรสักอย่าง คิ้วตามีแววขี้เล่น กู้เยี่ยนจือก็ทอดสายตาจ้องมอง ราวกับเป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบ
“หว่านหว่าน เปิดใจหน่อยนะ อย่าให้อะไรมากระตุ้นเด็ดขาด” เซียวเยว่ส่งข้อความปลอบ
“ไม่มีทาง” ซูหว่านตอบกลับ
สำหรับกู้เยี่ยนจือแล้ว ภรรยาอย่างเธอนั้นไม่กล้านำออกหน้า แต่เมียเก็บอย่างเสิ่นหว่านเยียนนั้นกล้านำเสนออย่างยิ่ง
นักเปียโนผู้โด่งดังระดับนานาชาติ สาวน้อยมหัศจรรย์แห่งวงการแฟชั่น พรีเซนเตอร์แห่งวงการจิวเวลรี ใบหน้าอันเปี่ยมเสน่หาทุกอณูนั้น ไม่ว่าจะหยิบยกด้านไหนออกมา ล้วนเป็นหน้าเป็นตาของกู้เยี่ยนจือทั้งสิ้น
บ่ายสามโมงครึ่ง ซูหว่านขับรถไปยังโรงเรียนของลูกสาวเพื่อรอรับ คิดว่าจะเข้าไปรับลูกในโรงเรียนทันทีที่เปิด
ราวสี่โมง มีรถเฟอร์รารีสีแดงคันหนึ่งขับเข้ามาจอดตรงข้ามเธอ มือของซูหว่านที่จับพวงมาลัยบีบแน่น นั่นคือเสิ่นหว่านเยียน เธอมากับเขาด้วย
เสิ่นหว่านเยียนกำลังเติมเครื่องสำอางในรถ เห็นได้ชัดว่าเธอจงใจมาก่อนเวลาเพื่อรอให้กู้เยี่ยนจือมารับลูกสาวเลิกเรียน
มือที่สามที่เกาะกุมหัวใจของกู้เยี่ยนจือไว้แน่น ย่อมต้องเป็นหญิงผู้มีทั้งไหวพริบและสูงด้วยเล่ห์เหลี่ยม
สองปีที่ผ่านมานี้ ซูหว่านไม่เคยออกหน้าไปเผชิญหน้ากับเธอ แม้แต่ตอนมีปากเสียงก็รู้จักพอดี เธอคิดว่าทำเช่นนี้แล้วกู้เยี่ยนจือจะหวนกลับคืนสู่ครอบครัว แต่ความจริงกลับกลายเป็นว่า พวกเขายิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ครั้งนี้ ซูหว่านจะไม่เก็บตัวเป็นหอยอีกต่อไปแล้ว
เธอผลักประตูรถลงมาเดินออกมาก่อน สายตาเย็นเยียบกวาดไปยังรถของเสิ่นหว่านเยียน
เสิ่นหว่านเยียนมองซูหว่านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เธอนิ่งอึ้งไป วันนี้ไม่ใช่กู้เยี่ยนจือมารับลูกสาวกลับบ้านหรือ
เมื่อเห็นซูหว่านจ้องมองรถของตน เสิ่นหว่านเยียนก็ยกยิ้มอย่างมั่นใจ เธอผลักประตูรถลงมาอย่างมีเสน่หาและสาวเท้าเดินมาทางซูหว่าน
หมัดของซูหว่านกำแน่น มองดูใบหน้านี้ด้วยความรังเกียจ
เสิ่นหว่านเยียนโค้งริมฝีปากยิ้ม “สวัสดีค่ะ คุณซู เชื่อว่าคุณคงรู้แล้วว่าดิฉันเป็นใคร ดิฉันขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะคะ ดิฉันชื่อเสิ่นหว่านเยียน เป็น...เพื่อนสนิทของเยี่ยนจือค่ะ”
“ฉันไม่สนว่าเธอเป็นใคร อยู่ห่าง ๆ ลูกสาวฉันไว้” ซูหว่านตวัดสายตาเตือนไปที่เธอ
เสิ่นหว่านเยียนมองเธอ ก่อนจะหัวเราะ “ซูหว่าน เธอคิดว่าฉันชอบสามีของเธอแล้วฉันจะเป็นผู้หญิงเลวใช่ไหม”
ซูหว่านไม่อยากสนใจเธอ
เสิ่นหว่านเยียนหัวเราะ “ถ้าฉันจะบอกว่า ผู้ชายที่ฉันชอบถูกผู้หญิงอื่นแย่งไปเป็นสามี เช่นนั้นเธอก็น่าชังไม่น้อยเลยใช่หรือเปล่า”
“เอาคำว่าไร้ยางอายมาพูดได้อย่างหน้าด้าน ๆ แบบนี้ เธอเป็นคนแรกเลย” ซูหว่านเอ่ยวิจารณ์อย่างไม่เกรงใจ
ปลายนิ้วของเสิ่นหว่านเยียนลูบไล้ไปตามสร้อยบนลำคอ สายตาของซูหว่านทอดมองตามไป ลำคอระหงของเสิ่นหว่านเยียนมีสร้อยไพลินเส้นหนึ่งห้อยอยู่สะดุดตา
เธอไม่ต้องบอกอย่างชัดเจน ซูหว่านก็รู้ว่ากู้เยี่ยนจือเป็นผู้ให้ ยิ่งกว่านั้นยังเป็นสองสัปดาห์ที่กู้เยี่ยนจือคลุกคลีอยู่กับเธอ
เมื่อซูหว่านเห็นประตูโรงเรียนเปิดแล้ว นางก็ก้าวยาว ๆ มุ่งไปยังทางเข้าหน้าโรงเรียน
เบื้องหลัง เสิ่นหว่านเยียนมองตามร่างของซูหว่าน ยกยิ้มมุมปาก ในแววตาฉายแววไม่ยี่หระอย่างเห็นได้ชัด