เช้าวันหนึ่งในฤดูหนาว แสงแดดส่องเข้ามาในถ้ำดิน
ไอหนาวในห้องจางลงไปบ้าง ชุนเชารู้สึกสบายเมื่อถูกแดดอุ่น ๆ อาบไล้ จึงผล็อยหลับไป
ไป๋ซิ่วหลานคลอดลูกสาวที่เลี้ยงไปก็เสียเงิน ไหนเลยจะมีหน้ามานั่งอยู่ไฟ เธอจึงลุกขึ้นแต่เช้าไปสับหญ้าในคอกสัตว์
ปีที่สองหลังจากเธอแต่งเข้าบ้านสกุลหลี่ หลิวชุยหงส์ก็แยกบ้านกับพวกเธอ ให้ไปอาศัยอยู่ในถ้ำดินเก่าทรุดโทรมที่ไม่มีใครอยากอยู่
สิ่งที่เธอได้รับส่วนแบ่งซึ่งมีค่าที่สุด ก็คือลาตัวเมียวัย 6 ปีในคอกนั่น
ลาตัวเมียมีนิสัยเชื่อง ขนดำสนิท เวลาหิวก็มักร้องเอิ๊ก ๆ
ไป๋ซิ่วหลานรักลาตัวนี้มาก ทุกปีมันจะถูกพาออกไปผสมพันธุ์ ลูกลาที่เกิดมาก็ถูกพาไปขายที่ตลาดในราคาตัวละ 200 หยวน
พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ลาตัวนี้ต้องลากคันไถไถนา ส่วนฤดูใบไม้ร่วงก็ต้องลากข้าวโพดหลายพันชั่งกลับบ้าน
ไป๋ซิ่วหลานไม่เคยปล่อยให้มันหิว แม้แต่กลางดึกก็ยังลุกขึ้นมาเติมหญ้าให้มันกินจนอิ่ม
ไป๋ซิ่วหลานสับหญ้าอยู่ครู่หนึ่ง เหงื่อเย็นก็ผุดชุ่มไปทั้งตัว ปวดเอวราวกับจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ
เธอยืดตัวขึ้น มองชุนหัวที่กำลังเล่นอยู่คนเดียวตรงประตูแล้วบอกว่า “ชุนหัว อย่าวิ่งไปไกลนะ แม่จะกลับเข้าไปพักเอวสักหน่อย”
“จ้ะ!”
ชุนหัวเองก็อยากกลับเข้าไปดูน้องสาว แต่แม่บอกว่าน้องเพิ่งหลับได้อย่างยากเย็น ให้รออีกสักพักค่อยกลับเข้าไป
ชุนหัวนั่งยอง ๆ เล่นก้อนหินอยู่ตรงประตู ไม่นานหลี่เสวี่ยเหมย์ก็พาสองผัวเมียโต้วเกินมาถึง
หลี่เสวี่ยเหมย์กวักมือเรียกชุนหัว ยิ้มพลางพูดว่า “มานี่สิ ป้าใหญ่จะซื้อขนมให้กิน!”
“ป้าใหญ่ แม่บอกว่าห้ามหนูไปไกลค่ะ!”
“เดี๋ยวก็กลับแล้ว ร้านขายของชำอยู่ตรงโน้นไง ดูสิ!”
ชุนหัวไม่ได้หวีผม ใบหน้าก็เปื้อนมอมแมม ปกติหลี่เสวี่ยเหมย์ไม่เคยทำดีกับเธอนัก
แม้ชุนหัวจะยังเล็ก แต่ก็รู้สึกได้ว่าที่บ้านย่า นอกจากป้ารองแล้ว คนอื่น ๆ ล้วนรังเกียจเธอกับแม่
เพราะอย่างนั้น เธอจึงไม่คิดสนิทสนมกับหลี่เสวี่ยเหมย์
ชุนหัวลังเลอยู่บ้าง แต่หลี่เสวี่ยเหมย์กลับคว้ามือเธอแล้วลากออกไป
หลี่เสวี่ยเหมย์ตัวสูงใหญ่ ก้าวยาว ๆ ราวกับเหาะ ชุนหัวเกือบสะดุดล้มอยู่หลายครั้ง
“ป้า เดินช้าหน่อยสิคะ!”
“อย่าคิดว่าฉันจะอุ้มเธอนะ อุ้มไม่ไหวหรอก อยากกินขนมก็รีบเดิน”
พอไปถึงหน้าร้านขายของชำ หลี่เสวี่ยเหมย์จ่ายเงินหนึ่งเหมา ซื้อขนมลูกอมผลไม้ให้ชุนหัว 10 เม็ด
ชุนหัวอยากแบ่งขนมให้หลี่เสวี่ยเหมย์ จึงหยิบออกมาจากมือเล็ก ๆ สามเม็ด “ป้าใหญ่ ป้าก็กินขนมด้วยสิคะ!”
หลี่เสวี่ยเหมย์ยื่นมือมาหยิกต้นแขนผอมบางของชุนหัวอย่างแรง
ทีแรกชุนหัวนิ่งอึ้งไป ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ ป้าใหญ่ถึงหยิกเธอ
ไม่นานความเจ็บแสบก็ทำให้เธอร้องไห้โฮ ขนมลูกอมในมือก็ร่วงลงพื้น
คนในร้านขายของชำคิดว่าเด็กหกล้ม จึงโผล่หน้าออกมาจากช่องหน้าต่างแล้วถามว่า “เป็นอะไรไป หกล้มตรงไหนหรือ ชุนหัว?”
“ป้าหยิกหนูค่ะ!”
หลี่เสวี่ยเหมย์หน้าบึ้งตึง ด่าชุนหัวว่า “เด็กคนนี้พูดโกหกได้ยังไง ฉันพาแกมาซื้อขนม ทำไมต้องหยิกแกด้วย?”
คนในร้านมองหลี่เสวี่ยเหมย์ แต่กลับถูกเธอถลึงตาใส่อย่างแรง
คนในร้านจึงปิดหน้าต่างกระจก ไม่สนใจหลี่เสวี่ยเหมย์อีก
หลี่เสวี่ยเหมย์ทิ้งชุนหัวไว้แล้วรีบเดินไปถึงประตูบ้านไป๋ซิ่วหลาน ตะโกนเข้าไปในบ้านว่า “ซิ่วหลาน ชุนหัวหกล้มอยู่หน้าร้านขายของชำ ร้องไห้ไม่ยอมให้ฉันอุ้ม รีบไปดูเร็ว!”
ไป๋ซิ่วหลานสะดุ้งตื่น เธอเป็นห่วงว่าชุนหัวจะเป็นอะไร จึงสวมรองเท้าแล้วรีบออกไป
เธอไม่เคยคิดเลยว่าหลี่เสวี่ยเหมย์จะหลอกให้เธอออกจากบ้านด้วยวิธีนี้ เพียงเพื่อให้สองผัวเมียโต้วเกินได้ดูชุนเชา
ไป๋ซิ่วหลานเจอหน้าหลี่เสวี่ยเหมย์พอดี อีกฝ่ายพูดว่า “ฉันพาเธอไปซื้อขนม เธอมัวแต่กินไม่ดูทางเลยหกล้ม แขนเหมือนจะช้ำด้วย... ซิ่วหลาน คงไม่โทษฉันหรอกนะ?”
“ไม่เป็นไร เด็กหกล้มเป็นเรื่องธรรมดา”
ไป๋ซิ่วหลานรู้ว่าพี่สามีถูกตามใจจนเคยตัว เป็นใหญ่ในบ้าน เธอไม่อยากหาเรื่องให้ตัวเองต้องขุ่นเคืองกับพี่สามี
พอเดินไปถึงร้านขายของชำ เธอก็เห็นชุนหัวกำลังเก็บขนม ใบหน้าเล็กเปื้อนทั้งน้ำตาและน้ำมูก ยังสะอื้นไม่หยุด
“ชุนหัว หกล้มตรงไหน?”
“แม่ หนูไม่ได้หกล้ม!”
ไป๋ซิ่วหลานพับแขนเสื้อบุนวมของลูกขึ้น ดูก็เห็นรอยช้ำเป็นปื้นจริง ๆ เธอจึงตำหนิเบา ๆ ว่า “เอาแต่คิดจะกินขนม ไม่ดูอะไรเลย ถึงกับทำตัวเองหกล้ม ปากตะกละขนาดนี้เชียว?”
“แม่ ป้าใหญ่หยิกหนู หนูไม่ได้หกล้ม!”
เดิมทีชุนหัวหยุดร้องแล้ว แต่พอถูกไป๋ซิ่วหลานดุเสียยกใหญ่ ก็ร้องไห้ด้วยความน้อยใจอีกครั้ง
ไป๋ซิ่วหลานยกชายเสื้อขึ้นเช็ดหน้าให้ชุนหัว ถอนหายใจแล้วพูดว่า “พอคลอดชุนเชามา บ้านเราก็มีภาระเพิ่มอีกคน แม่ไม่มีเวลาคอยดูแลลูกเลย ดูสิ หน้าเลอะเทอะไปหมดแล้ว”
ระหว่างที่ไป๋ซิ่วหลานไม่อยู่ หลี่เสวี่ยเหมย์ก็พาสองผัวเมียโต้วเกินเข้าไปในบ้าน
บนเตียงเตาคังในถ้ำดิน มีผ้าปูเก่า ๆ สีซีดผืนหนึ่งห่อตัวเด็กทารกเอาไว้
เด็กน้อยหน้าตาสะสวย ผิวเนียนนุ่มราวกับไข่ต้ม ตอนนี้หลับสนิท ริมฝีปากขยับดูดเบา ๆ
ภรรยาของโต้วเกินมองแล้วใจละลายไปหมด
เธอค่อย ๆ เปิดผ้าห่อตัวออก เห็นว่าไม่มีอวัยวะเพศชายจริง ๆ ก็อดผิดหวังอยู่บ้างไม่ได้
แต่ไม่นานเธอก็ทำใจได้ อย่างไรเสียก็รับมาเลี้ยง ต่อให้ภายหลังมีลูกชาย ก็แค่ส่งเด็กคนนี้ออกไป
“โต้วเกิน เอาคนนี้แหละ... พากลับบ้านกันเถอะ อย่างไรตอนนี้เราก็ไม่มีลูกให้เลี้ยงอยู่แล้ว”
“ไม่ปลุกเธอขึ้นมาดูหน่อยหรือ ว่าตาใสไหม หูได้ยินหรือเปล่า อย่าอุ้มเด็กพิการกลับไปล่ะ”
ภรรยาของโต้วเกินเห็นว่าสามีพูดมีเหตุผล เธอจึงแก้สายคาดเอวสีแดงออก แล้วตรวจดูมือเท้าเล็ก ๆ ของชุนเชาจนครบ
เธอยังไม่วางใจ จึงตบตัวชุนเชาแรง ๆ อีกหลายทีเพื่อให้ตื่น
ชุนเชากำลังหลับสบาย กลับถูกพลิกไปพลิกมาเช่นนี้จึงขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ แล้วร้องไห้จ้า
เสียงร้องดังลั่นจนได้ยินไปทั่วลานบ้าน
ภรรยาของโต้วเกินพยักหน้าอย่างตื่นเต้น “โต้วเกิน อุ้มกลับบ้านกันเถอะ แข็งแรงครบถ้วนดี”
“ได้ งั้นบอกซิ่วหลานสักคำว่าเราจะเลี้ยงเด็กคนนี้! ซิ่วหลานมีลูกได้ เดี๋ยวก็ให้เธอคลอดลูกชายอีกคน สองบ้านก็มีความสุขกันหมด”
“อย่านะ พวกคุณอย่าบอกไป๋ซิ่วหลานเด็ดขาด อุ้มไปเลยก็พอ อีกสองสามวันค่อยให้แม่ฉันพูดกับไป๋ซิ่วหลานเอง!”
โต้วเกินลังเลอยู่บ้าง อย่างไรเสียเด็กนี่ก็เป็นลูกของคนอื่น จู่ ๆ ก็อุ้มไป แบบนี้จะนับว่าเป็นการขโมยเด็กหรือเปล่า?
ภรรยาของโต้วเกินกลัวไป๋ซิ่วหลานไม่ยอมยกลูกให้ จึงผลักสามีแล้วพูดว่า “เสวี่ยเหมย์พูดถูกแล้ว ซิ่วหลานไม่ยอมยกลูกให้ใคร ถ้าคุณยังลังเล เดี๋ยวซิ่วหลานกลับมาก็พูดยากแล้ว”
“ได้ งั้นเราอุ้มไปกันเถอะ ถอดผ้าพันคอออกมาห่อตัวเด็กให้มิดชิดหน่อย เพิ่งคลอดได้ไม่กี่วัน ห้ามโดนลม”
ภรรยาของโต้วเกินถอดผ้าพันคอออกมาห่อตัวชุนเชาให้มิดชิด อุ้มขึ้นแล้วเดินออกไปทันที
ตอนนั้นเอง ไป๋ซิ่วหลานก็พาชุนหัวกลับมา พอเข้าประตูมาก็เห็นว่ามีคนอยู่ในบ้าน
หนังศีรษะของเธอชาวาบ คิดว่าเป็นคนขโมยเด็ก
“พวกคุณจะทำอะไร? อุ้มลูกฉันไว้ทำไม วางลงเดี๋ยวนี้!”
ไป๋ซิ่วหลานคว้าส้อมพรวนหญ้าจากกองฟางแล้วพุ่งเข้าไปในห้อง
พอเห็นว่าเป็นสองผัวเมียหลิวโต้วเกินกับหลี่เสวี่ยเหมย์ ไป๋ซิ่วหลานก็ถึงกับตะลึง
แต่ทันใดนั้นเธอก็เข้าใจแล้วว่าแม่สามีเป็นคนสั่งให้หลี่เสวี่ยเหมย์ทำ ทั้งหมดก็แค่อยากฉวยโอกาสตอนเธอไม่อยู่ แอบอุ้มลูกไป
ไป๋ซิ่วหลานโกรธจนแทบระเบิด
เธอมองสองผัวเมียโต้วเกินแล้วพูดว่า “ชุนเชาเป็นลูกสาวของฉัน วางชุนเชาลงเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นก็อย่าหาว่าฉันไม่เห็นแก่ความเป็นญาติ”
“ซิ่วหลาน เธอมีลูกสาวอยู่แล้วคนหนึ่งนี่นา ลูกสาวคนที่สองก็ไม่ได้มีค่าอะไร ยกลูกให้เราเลี้ยงเถอะ เราจะให้เธอกินอิ่มนอนหลับ ไม่ให้ลำบากแน่นอน”
หลิวโต้วเกินเป็นคนซื่อ ๆ รู้ด้วยว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ถูก จึงได้แต่พูดเกลี้ยกล่อมไป๋ซิ่วหลาน
