ทันทีที่เขาเดินไปถึงหน้าประตู ก็ถูกบอดี้การ์ดที่ฟู่ซือเหนียนพามายื่นมือขวางไว้
บอดี้การ์ดสองคนยืนประกบซ้ายขวา ร่างสูงใหญ่ สีหน้าไร้อารมณ์ ราวกับกำแพงสองด้านที่ปิดกั้นทางออก
ชายที่เป็นหัวหน้าพูดด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ
“คุณผู้ชาย คุณถูกกล่าวหาว่าปล่อยข่าวลือใส่ร้ายและจงใจใส่ความ หลักฐานและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเราเก็บไว้ครบแล้ว อีกสักครู่จะมีเจ้าหน้าที่มาจัดการเรื่องนี้ ขอให้คุณรออยู่ที่นี่”
พอชายวัยกลางคนได้ยิน สีหน้าก็ซีดเผือดลงทันที ขาแทบไม่มีแรง
เขาไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายถึงขั้นนี้ จึงรีบโบกมือ น้ำเสียงเจือความลนลานอยู่หลายส่วน
“ผม...ผมไม่เอาค่าชดเชยแล้วได้ไหม? ถือว่าผมไม่ได้พูดเรื่องนี้ได้หรือเปล่า?”
ไม่มีใครตอบเขา
ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาถึงที่เกิดเหตุ หลังตรวจสอบสถานการณ์คร่าว ๆ แล้วก็พาตัวเขาไปดำเนินการสอบสวน
ตอนถูกควบคุมตัวขึ้นรถ ชายวัยกลางคนยังพึมพำไม่หยุดว่า “ผมผิดไปแล้ว” “ผมไม่คิดเลยว่า...”
“พี่ชาย ขอบคุณนะ” เสิ่นหวยอวี๋เงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายมองเสิ่นหวยจิ่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม “พี่ชายเป็นพี่ชายที่เก่งและฉลาดที่สุดในโลกเลย”
เสิ่นหวยจิ่นขานรับเสียงเรียบ สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ราวกับเรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่เขาลงมือช่วยจัดการให้เท่านั้น
เขาหันกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วทอดสายตาไปยังหน้าจอ นั่งเงียบ ๆ กลับไปทำตัวเป็นฉากหลังต่อ
มีเพียงยามเกิดอันตรายเท่านั้นที่เขาจะออกหน้า
“โธ่เอ๊ย ชิงฉือ ลูกแฝดทั้งสองของเธอเก่งเกินไปแล้ว” สวีมี่อิจฉาจนตาค้าง “ถ้าจือจือมีพี่ชายที่เหมือนหวยจิ่นสักคนก็คงดีนะ”
เธอพูดจากใจจริง เด็กน้อยอย่างหวยจิ่นรับมือกับปัญหาได้สุขุมและฉลาดกว่าผู้ใหญ่หลายคนเสียอีก
อีกอย่าง อย่าดูแค่ภายนอกว่าเขาเย็นชา ไม่ชอบพูดไม่ชอบยิ้ม พอถึงเวลาสำคัญ คนที่พึ่งพาได้ที่สุดก็คือเขา
