เอ้อโหลวพกโอสถสร้างฐานออกจากห้องปรุงยา จากนั้นยังต้องติดตามหยางเถี่ยไปยังที่ว่าการเมือง เพื่อขึ้นทะเบียนอีกครั้ง
“ราชสำนักต้องทราบว่าโอสถสร้างฐานทุกเม็ดถูกส่งไปที่ใด และต้องตรวจสอบย้อนหลังได้”
“การขึ้นทะเบียนหลังได้รับโอสถ นับเป็นขั้นตอนที่ง่ายพอสมควรแล้ว”
“ที่จริง ทุกครั้งที่ทางการแจกจ่ายโอสถสร้างฐานหนึ่งเม็ด ต้องผ่านที่ว่าการหลายแห่ง ผ่านกระบวนการตรวจสอบอนุมัติหลายสิบขั้น และการต่อรองอีกหลายรอบ กว่าจะได้ข้อสรุปในท้ายที่สุด”
เอ้อโหลวเดินตามหลังหยางเถี่ย เมื่อได้ฟังคำพูดของเขาจึงเข้าใจว่าเหตุใดตอนนั้นจี้ชางจึงตกใจนัก ตอนที่เขาขอโอสถสร้างฐานถึง 1,000 เม็ด
แค่โอสถสร้างฐานเม็ดเดียวยังต้องลำบากถึงเพียงนี้ หากให้เขาจัดการด้วยตนเอง ต่อให้คุกเข่าอ้อนวอนผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลาย ก็คงขอมาไม่ได้สักเม็ด
ดูท่าพี่จี้จะไม่ใช่คนใจแคบ
แต่ก่อน ทุกครั้งที่เอ้อโหลวเดินเข้าไปในที่ว่าการเช่นนี้ เขามักระมัดระวังไปเสียทุกอย่าง แม้แต่มดในที่ว่าการก็ยังไม่กล้าเหยียบให้ตายสักตัว
วันนี้มีหยางเถี่ยนำทางอยู่ข้างหน้า ฝีเท้าของเขาจึงมั่นใจขึ้นมาก
ถึงขั้นเตะสุนัขตัวหนึ่งที่แยกเขี้ยวใส่ไปหนึ่งที
ทั้งสองเดินเข้าไปในห้องทำงานห้องหนึ่งของที่ว่าการเมือง ภายในมีคนผู้หนึ่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะหนังสือ
“แค่ก ๆ...”
หยางเถี่ยแสร้งกระแอมเบา ๆ คนผู้นั้นก็เด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ทันที ยืนตัวตรงแล้วใช้สองมือจัดหมวกบนศีรษะให้เข้าที่
จากนั้นก็ก้มศีรษะ โน้มตัว ประสานมือคำนับ ทุกอิริยาบถต่อเนื่องลื่นไหลราวสายน้ำ
“ใต้เท้า...”
“เอ๊ะ!”
“เจ้า?”
เอ้อโหลวกับคนตรงหน้าสบตากัน ต่างชะงักงันไปพร้อมกัน
“เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?”
คนตรงหน้าคืออดีตขุนนางเมืองอันชาง เขาถูกปลดจากตำแหน่งและจับกุมคุมขัง เพราะใส่ร้ายอ๋องฉี
เอ้อโหลวคิดมาตลอดว่าคนผู้นี้ถูกประหารไปแล้ว
ไม่นึกเลยว่าเวลาเพียงไม่กี่เดือน เขาจะไม่เพียงพ้นผิด แต่ยังได้เป็นขุนนางตำแหน่งเล็ก ๆ ในเมืองอีกด้วย
“ก่อนหน้านี้ข้าน้อยตาถั่ว มองไม่ออกว่าอ๋องฉีเป็นผู้สูงส่ง แต่โทษยังไม่ถึงตาย และข้าน้อยก็รับโทษไปแล้ว”