วันหนึ่ง ขณะอวี่ซานกำลังถางหญ้าในไร่ จู่ ๆ ก็เห็นโอสถวิเศษต้นหนึ่งลอยขึ้นไปกลางอากาศอีกครั้ง
ทั้งตื่นเต้นทั้งยินดี เขากำลังจะร้องเรียกนายท่าน
แต่พอหันกลับไป ก็เห็นเอ้อโหลวยืนอยู่ด้านหลัง พลางทำมือส่งสัญญาณให้เงียบ
ยามนี้ญาณของเอ้อโหลวแผ่กว้างออกไปเต็มที่ เขาตรวจค้นรอบโอสถวิเศษต้นนั้นอย่างละเอียด ทว่ากลับไม่พบร่องรอยใด ๆ
เขาเองก็เป็นโจรที่ช่ำชอง จึงสั่งสมประสบการณ์ในการใช้ยันต์ล่องหนกับยันต์กลบกลิ่นอายขโมยของมาอย่างโชกโชน
โจรที่อยู่ตรงหน้าต้องไม่ได้ใช้ยันต์สองชนิดนี้แน่นอน หากแต่ใช้วิธีการที่ลึกลับยิ่งกว่า
เพราะยันต์สองชนิดนี้เพียงทำให้คนมองไม่เห็น ทว่าร่างจริงยังคงอยู่
ดังนั้น หากสังเกตให้ดี ย่อมพบร่องรอยเล็กน้อยตามทางที่ผ่านไป
ทว่าโดยรอบโอสถวิเศษที่ลอยอยู่ตรงหน้า ไม่มีคนที่มีร่างจริงอยู่แม้แต่คนเดียว
เขาอยากรู้นักว่าตกลงเกิดเรื่องอันใดขึ้น
เอ้อโหลวจึงค่อย ๆ ตามหลังโอสถวิเศษไปโดยไม่ส่งเสียง ดูว่าโจรผู้นี้จะขโมยมันไปซ่อนไว้ที่ใด
โอสถวิเศษลอยไกลออกไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็ถึงริมยอดเขา ก่อนลอยข้ามดงหนามไป
เอ้อโหลวรีบเรียกห่านตัวใหญ่มา แล้วขึ้นขี่หลังมันตามไปห่าง ๆ
โอสถวิเศษต้นนั้นลอยโอนเอนไปจนถึงบริเวณตีนเขา
ใต้ตีนเขามีตาน้ำพุแห่งหนึ่ง ต่อให้เป็นปีที่แล้งจัด น้ำพุแห่งนี้ก็ไม่เคยเหือดแห้ง
บริเวณที่น้ำพุไหลออกมามีลักษณะคล้ายงูอ้าปากกว้าง ชื่อภูเขาปากอสรพิษจึงมีที่มาจากตรงนี้
ตำนานมากมายที่เล่าขานกันในหมู่บ้านเส่ซี ส่วนใหญ่ก็มีต้นตอมาจากน้ำพุแห่งนี้
เมื่อโอสถวิเศษลอยมาถึงตาน้ำพุปากอสรพิษ มันก็ลอยตามช่องน้ำเข้าไป
เอ้อโหลวมาถึงปากทางน้ำพุ ช่องถ้ำตรงนี้กว้างเพียงราว 2 ฉื่อ ด้วยรูปร่างของเขากับห่านตัวใหญ่ จึงเบียดเข้าไปไม่ได้
ช่องถ้ำเล็กเกินไป หากฝืนเบียดเข้าไปแล้วติดอยู่ข้างใน คงเข้าออกไม่ได้เป็นแน่
มีเพียงเด็กตัวเล็กเท่านั้นที่พอจะมุดเข้าไปได้
เนื่องจากมีตำนานว่าปีศาจงูบนภูเขาปากอสรพิษกินคน บิดามารดาในท้องถิ่นจึงเตือนลูกหลานตั้งแต่เล็กว่าอย่ามาเล่นที่นี่ ยิ่งไม่มีใครมุดเข้าไปในถ้ำหินแห่งนี้