เมื่อเอ้อโหลวกลับถึงที่พักชั่วคราว ไล่ฝูและพวกเขากลับมากันนานแล้ว พอเห็นเขาไปไหนมาไหนคนเดียว ย่อมไม่พ้นถูกล้อเลียนอีกยก
ทุกคนต่างเข้าใจผิด คิดว่าเขาหน้าบาง ไม่กล้าไปด้วยกัน สุดท้ายจึงแอบย่องไปเที่ยวหอนางโลมเพียงลำพัง
เรื่องนี้อธิบายให้ละเอียดไม่ได้ เขาจึงจำต้องกล้ำกลืนยอมรับไป
เอ้อโหลวนั่งลงข้างหวงเหลาไฉ ครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะเอ่ยปาก
“เถ้าแก่ ที่ดินบนภูเขาปากอสรพิษของท่านจะขายหรือไม่?”
“หา? เจ้าอยากซื้อหรือ? บนเขามีแต่ก้อนหิน แม้แต่น้ำก็ไม่มี เจ้าซื้อไปทำอะไร?”
หวงเหลาไฉมองเอ้อโหลวด้วยความฉงน
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เด็กคนนี้ยังไม่มีข้าวกิน แม้แต่กางเกงที่สวมยังขาดจนเห็นก้น บัดนี้กลับเกิดความคิดอยากซื้อที่ดินขึ้นมา
“เถ้าแก่ อย่างไรที่ดินผืนนั้นก็มีแต่ก้อนหิน ไม่ใช่นาดีอะไร ขายให้ข้าเสียเถิด”
“ไม่ได้ ๆ! ต่อให้เป็นที่ดินผืนเลวเพียงใด ก็ยังเป็นสมบัติตกทอดให้ลูกหลาน”
หวงเหลาไฉโบกมือ ปฏิเสธอย่างหนักแน่น ไม่มีช่องให้เจรจา
เอ้อโหลวถูกปฏิเสธ ในใจรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็กล่าวโทษหวงเหลาไฉไม่ได้
หากเป็นเขามีที่ดินสักผืน ตราบใดที่ไม่อดตาย ก็คงไม่ขายส่งเดชเช่นกัน
เอ้อโหลวยิ่งลังเลใจ ไม่รู้ควรไปหาที่ตั้งหลักแหล่งจากที่ใด
อย่าเห็นว่าหลายแห่งรกร้างว่างเปล่า แท้จริงแล้วล้วนมีเจ้าของ
ปล่อยให้รกร้างมีหญ้าขึ้นอยู่ตรงนั้นย่อมไม่เป็นไร แต่หากผู้ใดบังอาจไปถางดินเพาะปลูก เจ้าของก็จะปรากฏตัวทันที
แม้แต่ที่ดินสักผืนที่เป็นของตนยังหาไม่ได้ ทั้งที่มีน้ำเต้าวิเศษอยู่ในมือ กลับไม่อาจใช้ประโยชน์ได้
เมื่อดูจากสถานการณ์ในยามนี้ คงมีเพียงติดตามอาจารย์ฝึกฝน สอบเป็นบู๊ซิ่วไฉให้ได้ก่อน เรื่องในภายหน้าบางทีอาจมีหนทางพลิกผันก็เป็นได้
รุ่งเช้าวันถัดมา ขณะที่ฟ้ายังสลัว หวงเหลาไฉก็เรียกทุกคนให้เข็นรถไปที่ว่าการอำเภอ
เมื่อพวกเขาเข็นรถล้อเดียวมาถึงประตูด้านข้างของที่ว่าการ ประตูยังไม่เปิด ขุนนางในที่ว่าการก็ยังไม่ลุกจากเตียง
ยามนี้หน้าประตูมีชาวบ้านที่มาส่งภาษีเบียดเสียดกันแน่นแล้ว