กล่าวถึงจางโหยวเหลียง เขายังคงคิดถึงภูเขาปากอสรพิษไม่เสื่อมคลาย ครั้งนี้จึงเข้ากันได้ดีกับลัทธินอกรีต ร่วมมือกันบุกโจมตีภูเขาปากอสรพิษ
ทว่าในใจเขาครุ่นคิดว่า ต่อให้ยึดภูเขาปากอสรพิษได้สำเร็จ
ยามแบ่งของเชลยศึก พลังของลัทธินอกรีตก็เหนือกว่าเขามากนัก เขาคงไม่ได้ผลประโยชน์สักเท่าไร
ไม่แน่ว่าสุดท้ายอาจลงแรงเปล่า กลับกลายเป็นว่าลัทธินอกรีตได้ประโยชน์ไปทั้งหมด
คิดได้ดังนั้น เขาจึงให้จางโหยวซิ่นออกหน้าออกรบ ส่วนตนลอบไปยังด้านหลังของภูเขาปากอสรพิษ
เขาคิดจะสำรวจภูเขาปากอสรพิษอีกครั้ง ชิงลงมือก่อนใคร แล้วกอบโกยผลประโยชน์ไปให้หมด
เหลือน้ำแกงติดก้นชามไว้สักนิด เพื่อหลอกล่อเจ้าคนแก่ของลัทธินอกรีตสักหน่อยก็พอ
จางโหยวเหลียงคิดพลางผุดความกระหยิ่มใจขึ้นในอก
ราวกับมองเห็นภาพเจ้าคนแก่จากลัทธินอกรีตได้เพียงเศษอาหารที่เหลือ จนต้องทำหน้าหม่นหมอง
เมื่อเห็นหน้าผาของภูเขาปากอสรพิษราบเรียบราวกระจก เขาก็อดด่าเอ้อโหลวในใจอีกยกไม่ได้
แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังมีเหตุผล ไม่ได้สาปแช่งบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของเอ้อโหลว
หน้าผาของภูเขาปากอสรพิษเป็นสถานที่ชวนเจ็บช้ำของครอบครัวเขา เขาจำไม่ได้แล้วว่าที่นี่เคยทำให้เขาพลัดตกลงมากี่ครั้ง
บิดาของเขาก็ถูกหินทับตายที่นี่เช่นกัน
แต่ในฐานะผู้บำเพ็ญเซียน เขามีใจมุ่งมั่นสู่มรรคา จิตมรรคมั่นคง ไม่เคยถอยหนีเพราะความยากลำบาก
แม้ต้องเผชิญความล้มเหลวร้อยครั้ง พันครั้ง แม้บาดเจ็บทั่วกาย แม้ญาติพี่น้องต้องตายเพราะเรื่องนี้
เขาก็ไม่เคยละทิ้งความคิดที่จะครอบครองภูเขาปากอสรพิษ ปณิธานแรกเริ่มไม่เคยแปรเปลี่ยน
จางโหยวเหลียงรัดชายเสื้อให้กระชับ ชักกระบี่ออกมาถือไว้ เลียริมฝีปาก ก่อนใช้วิชาเหินลมพุ่งขึ้นสู่ยอดเขา
ด้วยระดับบำเพ็ญเพียรในยามนี้ เมื่อใช้วิชาเหินลม ร่างกายก็เบาหวิวคล่องแคล่ว ประหนึ่งนกนางแอ่นน้อยโลดแล่นเหนือสายน้ำ
ฝูงห่านบนยอดเขาพบเห็นร่องรอยของเขา จึงบินออกมาสกัด ทว่าเขาพลิกกายหลบหลีกอยู่หลายครา ก็เลี่ยงพวกมันได้สำเร็จ
ในที่สุด สองเท้าของเขาก็เหยียบถึงยอดภูเขาปากอสรพิษ
วินาทีนั้นเขาภาคภูมิใจและฮึกเหิมแทบอยากแหงนหน้าคำรามก้องฟ้า