เอ้อโหลวได้รับโอสถโลหิตวิญญาณมามากมายในช่วงนี้ เมื่อนึกว่าโอสถเหล่านี้ล้วนหลอมขึ้นจากคนเป็น เขาก็กลืนไม่ลง
ยามนี้ซือหม่าอี้กำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต เขาจึงตัดสินใจใช้โอสถทั้งหมดกับอีกฝ่าย
โอสถเหล่านั้นถูกหลอมละลายในกระถางยักษ์ ดูเหมือนซือหม่าอี้จะดูดซับมันเข้าไปจริง ๆ ลมปราณทั่วร่างของเขาพลุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
เอ้อโหลวมองลมปราณของซือหม่าอี้ที่เพิ่มพูนขึ้นไม่หยุด ก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง
ลมปราณอันเข้มข้นแผ่กระจาย ฝาครอบกระถางสั่นสะเทือนจนเกิดเสียงกระแทกดังสนั่นต่อเนื่อง
เอ้อโหลวเปิดฝาครอบกระถาง พบว่าผิวหนังทั่วร่างของซือหม่าอี้แดงก่ำราวถูกย่าง ทั้งมือเท้าและเปลือกตาล้วนสั่นระริก
ดูท่าเขาคงใกล้จะฟื้นแล้ว
“ซือหม่าอี้!”
“ซือหม่าอี้!”
เอ้อโหลวร้องเรียกติดกันหลายครั้ง แต่อีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยา เขาจึงป้อนน้ำให้เล็กน้อยเพื่อคลายความร้อน แล้วปิดฝาครอบกระถางลงอีกครั้ง
อบต่ออีกสักพัก
แต่คราวนี้ฝาครอบสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เขากดไว้แทบไม่อยู่
ทันใดนั้น ฝาครอบกระถางก็พุ่งขึ้นสู่ฟ้า ซือหม่าอี้ซึ่งแดงก่ำราวถูกย่างกระโดดพรวดออกมาจากกระถาง
“ฟื้นแล้วหรือ!”
“ซือหม่าอี้!”
เอ้อโหลวร้องเรียกหลายครั้ง ทว่าซือหม่าอี้ยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาทั้งคู่แดงฉานดุจโลหิต ผมขาวทั้งศีรษะพลิ้วไหวทั้งที่ไร้ลม
“ซือหม่าอี้!”
“ร้อนหรือไม่? ดื่มน้ำสักหน่อยไหม?”
ซือหม่าอี้ยังคงยืนนิ่งไร้ปฏิกิริยา
“อย่างน้อยก็สวมเสื้อผ้าก่อนเถิด”
ท่าทางของซือหม่าอี้ในยามนี้ดูองอาจและเปี่ยมสง่าราศีจริง ๆ
แต่บุรุษสองคนอยู่ด้วยกันทั้งยังเปลือยกายเช่นนี้ ก็ชวนให้กระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
เอ้อโหลวพูดพลางหยิบเสื้อผ้าของซือหม่าอี้ ตั้งใจจะช่วยสวมให้
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ชายชุดดำหลายคนก็เข้ามาในห้องหินแห่งนี้
คงพบความผิดปกติ จึงมารายงานสถานการณ์ต่อหัวหน้าสาขา
คราวนี้มีมาห้าคน คนหนึ่งอยู่ขั้นฝึกลมปราณระยะกลาง ส่วนอีกสี่คนอยู่ขั้นฝึกลมปราณระยะต้น
“เจ้าเป็นใคร?”
ทั้งห้าคนเห็นซือหม่าอี้ที่ไม่สวมเสื้อผ้า ก็ส่งเสียงตวาดลั่น พลางชักดาบล้อมเข้ามา
เอ้อโหลวก็เตรียมพร้อมรับมืออยู่ตลอดเวลา มือยังกอดเสื้อผ้าของซือหม่าอี้ไว้