วันรุ่งขึ้นหลังจากทำเส้นสำเร็จ เสิ่นลู่ซีก็ห่อเส้นติดมือไปที่ฝูหม่านโหลวหนึ่งห่อ
พ่อครัวอ้วนกำลังหั่นผักอยู่ในครัวด้านหลัง เห็นนางเดินเข้ามาจากประตูหลังก็วางมีดแล้วยิ้ม “แม่หนู วันนี้ไม่ใช่วันมาส่งผักนี่นา”
“ไม่ได้ส่งผักเจ้าค่ะ เอาของใหม่มาให้ท่านชิม” เสิ่นลู่ซีคลี่ห่อกระดาษน้ำมันออก เผยให้เห็นเส้นที่ตากแห้งแล้วกำหนึ่ง “นี่เรียกว่าวุ้นเส้น ทำจากมันแดงเจ้าค่ะ ท่านลองต้มดูสักชาม ดูว่าจะขึ้นเมนูของโรงเตี๊ยมพวกท่านได้หรือไม่”
พ่อครัวอ้วนรับไปพลิกดู บีบดู แล้วดมใกล้จมูก “มันแดงเอามาทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ”
“ได้เจ้าค่ะ ต้มกินก็ได้ ผัดก็ได้ ยำก็ได้ ข้าแนะให้ท่านต้มดูก่อนสักชาม ใส่น้ำซุปกระดูกกับผักเขียว จะได้รสดีที่สุด”
พ่อครัวอ้วนเป็นคนชอบคิดค้น ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ก่อไฟตั้งหม้อน้ำ รอเดือดแล้วโยนเส้นลงไปต้ม
ผ่านไปราวครึ่งถ้วยชา เส้นก็เปลี่ยนเป็นกึ่งใส กลิ้งไปมาในหม้อ ดูแล้วรู้เลยว่าลื่นนุ่ม
พ่อครัวอ้วนตักขึ้นใส่ชาม ราดน้ำซุปกระดูกหนึ่งทัพพี โรยต้นหอมซอยกับงา ถือขึ้นมาดมก่อน แล้วคีบเส้นคำโตเข้าปาก
เคี้ยวไปสองที คิ้วก็เลิกขึ้นเล็กน้อย
เคี้ยวอีกสองที วางตะเกียบ สีหน้าที่มองเสิ่นลู่ซีเปลี่ยนไป
“ของสิ่งนี้เนื้อสัมผัสใช้ได้ ลื่นนุ่ม มีความเหนียวนิดๆ ดูดซับน้ำซุป เจ้าบอกว่าทำจากมันแดงรึ”
“ใช่เจ้าค่ะ แป้งมันแดงล้วน”
“ต้นทุนเท่าไหร่”
“เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวล” เสิ่นลู่ซียิ้ม “ท่านแค่บอกข้าว่า ของสิ่งนี้ขึ้นเมนูของพวกท่านได้ไหม ให้ราคาได้เท่าไหร่”
พ่อครัวอ้วนคีบเส้นอีกคำกิน แล้วทำปากขมุบขมิบ “รสชาติดีจริงๆ ข้าต้องให้ผู้ดูแลร้านได้ชิมด้วย เขาพยักหน้าก่อนถึงนับว่าใช้ได้ เจ้าคอยก่อน”
เขาถือชามเดินไปทางห้องโถงหน้า
ไม่นานพ่อครัวอ้วนก็กลับมา ตามหลังมาด้วยชายวัยกลางคนใบหน้าเรียวเล็ก สวมเสื้อคลุมสีย้อมถั่วเหลือง ในมือยังคงถือชามก๋วยเตี๋ยวน้ำใบนั้น
ผู้ดูแลร้านฝูหม่านโหลว แซ่อู๋
ผู้ดูแลร้านอู๋วางชามลงบนเขียง คีบเส้นขึ้นมาเคี้ยวละเอียดอีกสองสามเส้น วางตะเกียบ มองไปที่เสิ่นลู่ซี
