เรือแล่นไปได้สองวัน ทางน้ำสบายกว่าทางบกมากนัก
ไม่ต้องเข็นรถ ไม่ต้องเร่งเดินทาง ผู้ใหญ่ทั้งหลายนั่งพักอยู่บนดาดฟ้า เด็ก ๆ นอนพาดขอบเรือดูปลา กระทั่งล่อก็ยังเงียบสงบ นอนเคี้ยวหญ้าอยู่ท้ายเรือ บางครั้งก็สะบัดหางเล็กน้อย
หลี่ถางหนิวหมอบท้ายเรือตกปลาทุกวัน ตกมาได้ห้าหกตัวแล้ว ฝ่ายหลิวเฉียวเหนียงก็ทำอาหารเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อย ๆ ทั้งต้มน้ำซุป ย่างกิน ดองตากแห้ง อาหารการกินบนเรือดีกว่าตอนเดินทางบกมากโข
เสิ่นลู่ซีสองวันนี้ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้าง
กลางวันช่วยหลิวเฉียวเหนียงทำครัว อยู่เป็นเพื่อนเสิ่นเสี่ยวหม่านอ่านตำรา บ่าย ๆ ถ้าคนไม่ทันสังเกตก็เข้าไปในมิติสักครั้ง รดน้ำแปลงผัก เก็บแผ่นมันตากแห้ง ใช้ชีวิตอย่างเป็นระเบียบ
บ่ายวันนี้ หัวหน้าเรือเดินมาจากหัวเรือกะทันหัน สีหน้าไม่ใคร่ดีนัก
“แม่นางเฉิน เชิญมาสักครู่ขอรับ”
เสิ่นลู่ซีเดินตามไปถึงหัวเรือ หัวหน้าเรือชี้ไปยังผิวน้ำเบื้องหน้า
ผิวน้ำเบื้องหน้ามีโซ่เหล็กขึงขวางอยู่ ปลายสองข้างผูกไว้กับเสาหินริมตลิ่ง ใต้โซ่จอดเรือเล็กอยู่สองลำ บนเรือมีคนสวมอาภรณ์ของทางการยืนอยู่หลายคน
“ข้างหน้าเป็นด่านตรวจ ทางที่ว่าการตั้งให้เป็นจุดตรวจกวดขันทางน้ำ” หัวหน้าเรือขมวดคิ้วเอ่ย “แต่ก่อนตรงนี้ไม่มี น่าจะเพิ่งตั้งไม่นานมานี้”
“นี่คืออะไรกันแน่ ตรวจสิ่งใดหรือ”
“ไม่แน่ชัด เป็นไปได้ว่าตรวจผู้คนที่หนีภัยกันดาร หรือไม่ก็ตรวจของลักลอบขน” หัวหน้าเรือมองเสิ่นลู่ซี “หนังสือเดินทางของพวกเจ้าครบถ้วนดีใช่ไหม”
“เจ้าค่ะ ครบถ้วนทั้งหมด”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว อีกประเดี๋ยวเข้าเทียบ ให้พวกเขาตรวจ อย่าขัดแย้งกับทหารเป็นอันขาด”
