หลังจากสมทบกับกองเกวียนของนายห้างจ้าว จังหวะของกองเดินทางก็ช้าลงกว่าเมื่อครั้งอยู่กับหัวหน้ากองฟางไม่น้อย
นายห้างจ้าวทำการค้าโดยยึดมั่นคงเป็นหลัก ไม่เร่งรีบ พอเจอทางขึ้นก็หยุดให้สัตว์พัก พอเจอทางลงก็ให้ลูกน้องประคองรถเข็นไปช้า ๆ ไม่เคยเร่งรัด
เสิ่นลู่ซีรู้สึกว่าความเร็วระดับนี้กำลังเหมาะ ในกองเดินทางมีทั้งคนแก่และเด็ก หากเดินทางเร็วเกินไป ร่างกายย่อมรับไม่ไหว
กองเกวียนของนายห้างจ้าวใหญ่กว่าของหัวหน้ากองฟางอยู่บ้าง มีเกวียนบรรทุกสินค้ากว่า 20 คัน ล้วนเป็นของกระจุกกระจิกที่แดนใต้ต้องการ มีทั้งเครื่องเหล็ก ผ้าพรรณ และโอสถ
ลูกน้องคุมสินค้าบวกกับคนขับเกวียนมีราว 50 คน เมื่อรวมกับคนของเสิ่นลู่ซีอีก 30 ชีวิต ก็กลายเป็นขบวนยาวเหยียดบนถนนหลวง ทอดตัวเป็นแถวยาวสุดลูกหูลูกตา
หลังจากเดินทางมาครึ่งค่อนวัน เสิ่นลู่ซีก็พบว่านายห้างจ้าวกับหัวหน้ากองฟางนั้นไม่เหมือนกันนัก
หัวหน้ากองฟางเป็นคนพูดน้อย มีระเบียบเคร่งครัด ส่วนนายห้างจ้าวเป็นคนช่างพูด อัธยาศัยดี เจอผู้ใดก็ยิ้มแย้ม ทว่าความหลักแหลมนั้นหาได้ด้อยไปกว่ากันไม่
ยามพักเหนื่อย นายห้างจ้าวเดินเตร่มาทางเสิ่นลู่ซี เห็นบนรถลากมีคนแก่และเด็กนั่งเรียงเป็นแถว ก็อุทานออกมา
“แม่นางเฉิน ขบวนของพวกเจ้าช่าง... ครบครันเสียจริง”
เสิ่นลู่ซีฟังออกถึงความหมายในคำพูดนั้น จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “คนแก่เฝ้าบ้านได้ เด็กเล็กวิ่งส่งข่าวได้ มิได้เลี้ยงเปล่าประโยชน์”
นายห้างจ้าวหัวเราะชอบใจ ตบพุงเบา ๆ “แม่หนูเอ๋ย ปากเจ้านี่เร็วกว่าข้าเสียอีก”
กล่าวจบก็ย่อตัวลงข้างรถลาก มองดูหนังสือในมือของเสิ่นเสี่ยวหม่าน
