เรือเทียบท่าเมื่อใด ท่าเรือก็มีผู้คนไม่น้อยแล้ว
พวกหาบหาม เข็นรถลาก นั่งยองรอรับจ้างอยู่ตามพื้น บางคนสวมเสื้อผ้าสั้นยืนขนของอยู่ริมฝั่ง เสียงร้องบอกจังหวะดังมาแต่ไกล
พอวางไม้พาดขึ้นฝั่ง หลี่ถางหนิวกับซุนต้าจู้ก็กระโดดลงก่อน ทั้งสองช่วยกันผลักรถลากลงจากเรือตามลำดับ
ล่อยังออกแรงอยู่บ้าง หลิวเกินเชิงยืนดึงเชือกอยู่ด้านหน้า เสิ่นต้าซานตบตะโพกมันอยู่ด้านหลัง ล่อลังเลอยู่นานก่อนค่อย ๆ ก้าวมาตามแผ่นไม้ทีละนิด
เมื่อกีบเท้าเหยียบลงบนพื้นจริง ล่อก็ส่งเสียงหายใจดังฟืดฟาด สะบัดหางเล็กน้อย เป็นอันรู้สึกมั่นคง
คนทั้งสามสิบทยอยลงจากเรือ ยืนบนลานหินสีเขียวที่ท่าเรือ ไร้ผู้ใดส่งเสียง ได้แต่นิ่งงันอยู่อย่างนั้นพักใหญ่
เสิ่นเสี่ยวหม่านกระตุกแขนเสื้อของเสิ่นลู่ซี ถามเสียงเบา “พี่หญิง ที่นี่คือฉงโจวหรือ”
“นี่คือท่าเรือเหนือฉงโจว ต้องเดินลงใต้อีกสักพักจึงจะถึงตำบลหนานอัน” เสิ่นลู่ซียื่นมือไปลูบศีรษะน้องชาย “ไปกันเถิด อย่ามัวแต่ยืนนิ่งเลย”
ข้างท่าเรือมีเพิงพักเก่า ๆ แห่งหนึ่ง ข้างล่างนั่งชายชราผู้หนึ่งสวมชุดผ้าสีเทา ตรงหน้าเขาวางโต๊ะตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีพู่กัน หมึก และกองกระดาษ
เสิ่นลู่ซีเดินเข้าไปจะถามทาง
ชายชราเห็นผู้ใดมา ก็เงยหน้ามองนาง “จะไปทางไหน”
“เราจะไปตำบลหนานอัน ขอถามทางหน่อย”
“เดินตามถนนหลวงไปทางใต้ สักครึ่งวันก็ถึง” ชายชราใช้ด้ามพู่กันชี้ไปเส้นทางใต้ “ทางไม่ได้ยาก มีทางเดียวเท่านั้น ผิดไม่ได้”
เสิ่นลู่ซีกล่าวขอบคุณ แล้วกลับเข้ากลุ่ม กล่าวกับทุกผู้ว่า “ไป พวกเรามุ่งหน้าสู่ตำบลหนานอัน”
ขบวนจึงออเดินทางอีกครั้ง ถนนหลวงไม่ได้กว้าง พอให้รถลากเดินคู่กันได้สองคัน พื้นเป็นดินเหลืองอัดแน่น นับว่าเรียบใช้ได้
