เฉินฝางจื่อมองชายตรงหน้าอย่างสิ้นหวัง เธอต้องเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้จริง ๆ เหรอ?
“ถ้าตาย... ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้!”
น้ำตาไหลพรากอย่างห้ามไม่อยู่ เธอคิดถึงพ่อแม่ คิดถึงน้องชายและน้องสาว
บ้านที่นี่แย่สุด ๆ ตายไปเสียยังดีกว่า
เธอออกแรงพยุงตัวลุกขึ้น คว้าเศษโลหะปลายแหลมบนพื้นขึ้นมา หมายจะแทงท้องตัวเอง
ชายที่วิ่งมาถึงห้ามเธอไว้ได้ทัน
ชายคนนั้นมือหนึ่งคว้าคอเสื้อหลินสือลิ่ว อีกมือแย่งเศษโลหะไปจากมือเธอ
“เดือนหนึ่งได้เงินตั้งห้าสิบเหรียญดาวเลยนะ!”
จากนั้นก็ตบหน้าเธอฉาดใหญ่สองที
หลินสือลิ่วถูกตีจนหูอื้อ ตาเหลือก แล้วก็สลบไปอีกครั้ง พี่น้องทั้งสี่คนของเธอหดตัวเข้าไปชิดมุมห้อง กลัวว่าหลินอู๋จะหันมาตีพวกเขา ส่วนหลินสือนั้นออกไปนานแล้ว
หลินอู๋โยนหลินสือลิ่วลงกับพื้นตามใจชอบ ก่อนหันไปจ้องเด็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังอย่างดุดัน แล้วตวาดเสียงเหี้ยม
“ยังไม่รีบออกไปเก็บขยะอีก ไอ้พวกเวรนี่! ถ้าไม่มีเหรียญดาวกลับมา ก็อย่าหวังว่าจะได้กินสารอาหาร!”
พอหลินสือลิ่วฟื้นขึ้นมา ในเพิงก็เหลือเพียงเธอกับแม่เลี้ยงที่มีสถานะเป็นแค่ในนาม
ผู้หญิงคนนั้นกำลังป้อนนมให้เด็กบนเตียงอย่างอ่อนโยน
หลินสือลิ่วมองผู้หญิงคนนี้ อายุแค่สิบเจ็ดสิบแปด ในสายตาเธอ ต่อให้อายุเท่านี้ไม่ได้เรียนหนังสือ ก็คงไม่ควรมีลูก
พอเห็นหลินสือลิ่วฟื้น ผู้หญิงคนนั้นก็แค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์
“ถ้าอยากตายก็ออกไปตายข้างนอก อย่ามาทำให้ฉันเดือดร้อนไปด้วย”
เธอไม่เห็นเลยว่าการพูดแบบนี้กับเด็กสามขวบเป็นเรื่องผิดตรงไหน
หลินสือลิ่วไม่คิดฆ่าตัวตายอีกแล้ว ก่อนหน้านี้เธอใช้ความกล้าทั้งหมดที่มีไปกับการลงมือครั้งนั้น
ตอนนี้ท่าทีของเธอคือ จะมีชีวิตอยู่ก็ได้ จะตาย...ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้
ทนอยู่ไปก่อนแล้วกัน
หลินสือลิ่วพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แต่พอยืนได้ หัวก็หมุนติ้ว เธอยืนนิ่งพักอยู่นานกว่าจะเริ่มสำรวจ “บ้าน” ของตัวเองอย่างละเอียด
สภาพพังยับเยินจนยากจะเชื่อว่ามีคนอยู่กันถึงเก้าคน!
หลินสือลิ่วมองแม่เลี้ยงที่ยังดูเด็ก แล้วก้มมองร่างกายอ่อนแอของตัวเอง ก่อนเริ่มเรียบเรียงข้อมูลในหัว
เธอต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้!
จะบ้าหรือไง ชาติก่อนเธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ยังไม่เคยคิดจะมีลูกเลย ตอนนี้ชีวิตแย่กว่าเดิม จะให้มีลูกได้ยังไง แถมยังมีไม่หยุดอีก
อุตส่าห์เกิดใหม่ในยุคดวงดาวแท้ ๆ กลับมีชีวิตแย่กว่าชาติก่อนเสียอีก
เธอถอนหายใจเบา ๆ เด็กสามขวบจะเข้าถึงอะไรได้บ้างล่ะ? แทบไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง
บ้านจนแทบไม่เหลืออะไร
ไม่มีมือถือ ไม่มีขนม อยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ สู้ลองออกไปเก็บขยะดูดีกว่า เผื่อจะได้ข้อมูลมาบ้าง
แต่ทำไม่ได้ อย่างน้อยตอนนี้เธอยังออกไปไม่ได้ หลินสือลิ่วรู้สึกได้ชัดว่าร่างกายตัวเองอ่อนแรง แค่เดินอีกสองก้าวก็อาจเป็นลมได้แล้ว
เด็กหญิงตัวเล็กไม่มีอะไรทำ จึงมองไปยังเด็กคนเดียวในเพิงที่พอจะเอามาเล่นด้วยได้
เธอค่อย ๆ ขยับไปหาหลินสือชีที่ถูกห่ออยู่ในผ้าห่ม
หลินสือชีเพิ่งเกิดได้แปดเดือน เด็กแปดเดือนควรจะอ้วนจ้ำม่ำ แต่หลินสือชีกลับผอมแห้ง แขนขาเล็กจิ๋ว บนหัวมีผมสีทองขึ้นประปราย
เธอหันไปมองแม่เลี้ยงที่กำลังเล่นอุปกรณ์สื่อสารสมองกลอยู่ ผู้หญิงคนนั้นมีผมสีทองยาว แต่ไม่ได้ดูแลเสียนานจนสูญเสียประกายเงางามไปหมด
หลินสือลิ่วยื่นมือไปหยอกหลินสือชี แล้วพึมพำว่า “ขี้เหร่จัง!”
หนิวลี่ลี่ที่กำลังเล่นอุปกรณ์สื่อสารสมองกลถลึงตามองหลินสือลิ่วอย่างไม่พอใจ ก่อนเยาะเย้ยว่า
“ลองส่องกระจกดูหน้าตัวเองก่อนเถอะ ยังมีหน้ามาว่าลูกฉันอีกนะ”
หลินสือลิ่วไม่ได้เถียง เธอเห็นหน้าตัวเองจากเงาสะท้อนบนโลหะตั้งนานแล้ว ตาโตเกินไป ตัวผอมกะหร่อง แถมยังขี้เหร่สุด ๆ
ช่วยไม่ได้ ก่อนอายุสามขวบเธอไม่เคยออกไปเก็บขยะ กินฟรีอยู่ฟรี ปริมาณอาหารที่ได้ย่อมน้อยที่สุด
พอเห็นหลินสือลิ่วเงียบอีกครั้ง หนิวลี่ลี่ก็หมดสนุก ก้มหน้ากลับไปเล่นอุปกรณ์สื่อสารสมองกลของตัวเอง
รัฐบาลสหพันธรัฐแจกอุปกรณ์สื่อสารสมองกลให้พ่อแม่ที่มีลูกอยู่บนดาวขยะฟรี เพื่อให้ชาวดาวขยะค้นหาความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกได้สะดวก
เสียงหัวเราะเฮฮาดังมาจากแผ่นภาพโปร่งใสกลางอากาศ เห็นชัดว่าไม่ใช่เนื้อหาเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก
อุปกรณ์สื่อสารสมองกลนี่นา! ดูไฮเทคสุด ๆ อยากยืมมาดูจัง แต่หลินสือลิ่วไม่ได้พูดออกไป
พูดไปก็มีแต่จะหาเรื่องใส่ตัว
พักผ่อนให้ดี พรุ่งนี้ก็ต้องออกไปเก็บขยะด้วยกันอีก จะได้เจอผู้คนและเรื่องราวมากขึ้น แล้วหาวิธีออกจากดาวขยะให้ได้
ไม่มีเจ้าชายขี่ม้าขาวตกลงมาจากฟ้าเพื่อช่วยเธอหรอก ถ้าอย่างนั้นก็ต้องช่วยตัวเอง
ตอนกลางคืน หลินสือลิ่วนั่งยอง ๆ อยู่ข้างโต๊ะเหมือนหลินสืออู่ หลินสืออู่รอสารอาหาร ส่วนหลินสือลิ่วกำลังเตรียมใจ (ใกล้จะต้องดื่มสารอาหารรสถุงเท้าเหม็น ๆ เนื้อสัมผัสเหมือนน้ำมูกแล้ว)
หนิวลี่ลี่กำลังยืนอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ เติมสารอาหารหมดอายุลงในน้ำเดือด
“โครม!”
หลินอู๋เตะประตูเพิงเปิดผาง
แผ่นไม้ที่ประกอบกันอย่างลวก ๆ แตกกระจายเป็นชิ้น ๆ ทันที
“แม่งเอ๊ย มีอะไรให้ภูมิใจนักหนาวะ!”
หลินอู๋เข้ามาก็ด่าไม่หยุด พอเห็นเด็กหลายคนนั่งยอง ๆ รอสารอาหารอยู่หน้าโต๊ะก็ยิ่งโมโห
เขาคว้าหลินสือลิ่วขึ้นมาแล้วเหวี่ยงออกไป
“ไม่ทำอะไรสักอย่าง ยังจะมากินฟรีอีก! ไสหัวไป!”
คำว่า “ไป” ดังสนั่นจนหูแทบดับ
หลินสือลิ่วขดตัวกลิ้งไปกับพื้นสองรอบเพื่อผ่อนแรง ถึงพอจะรอดจากการบาดเจ็บไปได้
เธอลุกขึ้นแล้วหลบไปอยู่มุมห้อง ไม่เข้าไปใกล้อีก เห็นชัดว่าตอนนี้เธอเป็นกระสอบทรายระบายอารมณ์ที่เหมาะที่สุด เพราะเอาแต่กินฟรีอยู่ฟรี
เธอหยิบผ้าสกปรกที่หลินสืออู่เอามาคลุมให้ก่อนหน้านี้ แล้ววิ่งไปที่เตียงที่เธอกับหลินสืออู่นอนด้วยกัน
หลินสืออู่เป็นพี่ชายร่วมแม่ของเธอ หลินสือลิ่วนับว่าโตมากับการเลี้ยงดูของหลินสืออู่ เมื่อเทียบกับหลินอู๋แล้ว เธอเต็มใจเรียกหลินสืออู่ว่าพ่อมากกว่าเสียอีก
ถึงจะรังเกียจเตียงเล็ก ๆ สกปรกนั่นอยู่บ้าง หลินสือลิ่วก็ยังปัดฝ่าเท้าตัวเองแล้วมุดเข้าไปนอน
กลางคืนบนดาวขยะหนาวมาก เธอไม่อยากนอนบนพื้นอีกแล้ว
เธอขดนิ้วเท้า พยายามทำให้เท้าอุ่นไปด้วย แอบเงี่ยหูฟังหลินอู๋ด่าไปด้วย!
ท่ามกลางเสียงด่าของหลินอู๋ เธอได้รู้ว่าอีกครอบครัวหนึ่งก็เป็นคนเก็บขยะเหมือนกัน ลูกชายของพวกเขาเพิ่งตรวจตอนอายุสิบสองปีวันนี้ แล้วพบว่าปลุกพลังพิเศษได้
มีแก๊งประกายดาวจากเมืองชั้นในชักชวนเขาไปอยู่ด้วย และพาพ่อแม่ไปเมืองชั้นในได้เช่นกัน
ตอนนี้หลินอู๋กำลังด่าไม่หยุดเพราะอิจฉา
หลินสือลิ่วเพิ่งรู้ว่าที่แท้มีผู้มีพลังพิเศษอยู่ด้วย
ทั้งที่อยู่บนดาวขยะเหมือนกัน ยังแบ่งเป็นเมืองชั้นในกับเมืองชั้นนอกอีกเหรอ
หลินอู๋นั่งด่าพวกเขาอยู่ข้างโต๊ะสี่เหลี่ยม บอกว่าทุกคนไร้ประโยชน์ ไม่มีใครปลุกพลังพิเศษได้เลย
หลินสือลิ่วไม่รู้ว่าโอกาสปลุกพลังพิเศษในยุคดวงดาวมีมากแค่ไหน แต่เรื่องนี้คงเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมอยู่บ้าง
ตัวเองยังไม่ได้เรื่อง ก็อย่าหวังกับลูกมากนักเลย
หลินสือลิ่วนึกถึงดวงจับรางวัลของตัวเองที่ได้แต่คำว่าเสียใจด้วยทุกครั้ง จึงไม่คาดหวังนักว่าตัวเองจะปลุกพลังพิเศษได้
ท่ามกลางเสียงด่าของหลินอู๋ หลินสือลิ่วได้ยินคำว่าร่างกายกับพลังจิตตามลำดับ แต่ก็ยังเข้าใจไม่ค่อยชัด
หลินอู๋ยังคงด่าไม่หยุด ทุกคนเห็นสีหน้าเขาแล้วก็รีบเอาของที่เก็บมาได้วันนี้ไปส่งให้ มีทั้งของชิ้นเล็กชิ้นน้อย ธนบัตรบ้าง เหรียญบ้าง
หลินสือเอ้อร์ให้มาแค่สองเหรียญดาว หลินอู๋ก็ตบหน้าเขาฉาดหนึ่ง
