หลินเชวี่ยเงยหน้ามองอ็อกซ์ที่กำลังเดินเข้ามา ใบหน้าดำคล้ำเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ดวงตาหดวูบ ก่อนเอ่ยเรียบ ๆ ว่า “คุณน้า เขาไม่ใช่คู่มือของผมหรอกครับ ถอยไปยืนข้าง ๆ เถอะ ผมจะส่งเพื่อนต่างชาติคนนี้ไปปลูกฝ้ายเอง”
เฮ่อหมิ่นกุมเอวที่กระแทกจนเจ็บ พลางพูดอย่างร้อนใจว่า “แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ครับ” หลินเชวี่ยขัดขึ้น “เรื่องวันนี้ คุณน้ายังดูไม่ออกอีกหรือครับ? ชิงเฉิงเป็นผู้สืบทอดกิจการใหญ่โตของตระกูลเย่ ถ้าเธอตาย ใครจะได้ประโยชน์มากที่สุด?”
ร่างของเฮ่อหมิ่นสะท้านเฮือก ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าที่กระดูกสันหลัง จนยืนนิ่งแข็งทื่ออยู่กับที่
เธอค่อย ๆ หันไปมองเย่หลิ่ว
เย่หลิ่วยืนอยู่ข้างโลงศพ ใบหน้าแสดงความโศกเศร้า ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไม่มีน้ำตาสักหยด
หลินเชวี่ยกล่าวต่อ “ชิงเฉิงมาถูกวางยาพอดีกับช่วงเวลานี้ ไม่รอให้คุณอาเย่กลับมาก็รีบเผาศพ ผู้เชี่ยวชาญวิชายุทธ์โบราณของตระกูลเย่ก็ไม่อยู่บ้านสักคน แถมยังพานักบวชมาด้วย บนโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญขนาดนี้ได้อย่างไร?”
ริมฝีปากของเฮ่อหมิ่นเริ่มสั่นระริก
เธอไม่ใช่คนโง่ เธอเป็นนายหญิงของตระกูลเย่ คลุกคลีอยู่ในวงสังคมเหล่าคุณนายแห่งจงตูมาครึ่งค่อนชีวิต แผนร้ายสารพัดแบบไหนบ้างที่ไม่เคยเห็น?
เพียงแต่การตายของลูกสาวทำให้เธอเสียขวัญ จนไม่อาจขบคิดอะไรได้
ตอนนี้หลินเชวี่ยพูดออกมาตรง ๆ เธอจึงเข้าใจทุกอย่างในพริบตา
มิน่าเล่า เมื่อวานเย่หลิ่วเพิ่งมา วันนี้ลูกสาวก็ถูกวางยา มิน่าเธอถึงบอกว่าศพจะเก็บไว้นานไม่ได้ มิน่าเธอถึงเร่งให้รีบเผา มิน่าเธอถึงส่งคนที่ต่อสู้เก่งทุกคนในบ้านออกไปจนหมด
