“ถึงกับบีบให้ข้าต้องใช้วิชาต้องห้าม นับว่าเจ้ามีสิทธิ์ภาคภูมิใจแล้ว”
“ตายเสียเถอะ”
ฝ่ามือยักษ์แห่งธรรมลักษณ์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้กลางฝ่ามือมีอักขระสีเลือดปรากฏขึ้น มันหมุนวนดูดกลืนพลังชีวิตโดยรอบ
ชั่วพริบตา พฤกษาโดยรอบก็เหี่ยวเฉา หินผุกร่อน แม้แต่อากาศยังเบาบางลง
ฝ่ามือนี้แตะถึงธรณีประตูขั้นแปดแล้ว
“คุณชายเฉิน รีบหนีไป!”
เมิ่งชวนหน้าซีดเผือด ตะโกนเสียงแหบ
โจวฮุยกับพวกยิ่งขวัญหนีดีฝ่อ หมอบราบกับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า
เมื่อเผชิญกับการโจมตีที่ทำลายฟ้าดินได้ หยางเฉิงกลับยิ้มออกมา
“แบบนี้สิถึงจะพอมีเค้า”
เขาก้าวเท้าออกไป ปะทะฝ่ามือยักษ์ตรง ๆ
กระบี่ไม้ในมือแทงออกไปอีกครั้ง
เรียบง่ายเช่นเดิม
แต่คราวนี้ ปลายกระบี่มีแสงสีเทาจาง ๆ เพิ่มขึ้นมา
ภายในแสงสีเทา มีเสียงคำรามของเทพแม่มด มีแรงสั่นสะเทือนแห่งการทำลายล้าง มีวัฏจักรแห่งความเป็นตาย...
“สลาย!”
ท่ามกลางเสียงตวาดเบา ๆ กระบี่ไม้จิ้มลงบนอักขระสีเลือด
“กร๊อบ!”
อักขระแตกสลาย
ธรรมลักษณ์ส่งเสียงครวญ ฝ่ามือยักษ์สลายไปอีกครั้ง
จ้าวฉวนราวกับถูกกระแทกอย่างหนัก กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง แล้วเซถอยหลัง ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
“เป็นไปไม่ได้ วิชาต้องห้ามเทพแม่มดของข้า จะถูกทำลายได้อย่างไร?”
“เทพแม่มด?”
หยางเฉิงเก็บกระบี่ ยืนนิ่งพลางส่ายหน้าเล็กน้อย “มีแต่รูปลักษณ์ แต่ไร้ซึ่งแก่นแท้ ธรรมกายเทพแม่มดของเจ้ามีช่องโหว่เต็มไปหมด”
เมื่อครู่เขาใช้จิตสวรรค์นิรันดร์วิเคราะห์ จนมองทะลุความลับของ “เทพแม่มดจุติ” ได้อย่างถ่องแท้
วิชานี้แม้จะแข็งแกร่ง แต่เห็นได้ชัดว่าจ้าวฉวนไม่ได้รับการถ่ายทอดอย่างแท้จริง ธรรมลักษณ์จึงพร่าเลือน อักขระก็ไม่สมบูรณ์ พลังเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ
“เจ้าพูดเหลวไหล!”
จ้าวฉวนทั้งตกใจทั้งโกรธ
วิชาต้องห้ามเทพแม่มดเป็นไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา เป็นสิ่งที่พึ่งพาในการล้างแค้น จะยอมให้ใครมาดูหมิ่นได้อย่างไร?
“พูดเหลวไหลหรือไม่ เจ้าย่อมรู้แก่ใจ”
หยางเฉิงคร้านจะต่อปากต่อคำ เขาหันไปมองเมิ่งชวน “เจ้าสำนักเมิ่ง เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้า”
