“ท่านเจ้าสำนักหยาง ข้าขอคารวะท่าน”
ตู้เสวี่ยโหรวลุกขึ้น ยอบกายคารวะอย่างอ่อนช้อย น้ำเสียงไพเราะอ่อนหวานราวสายลมวสันต์พัดผ่านสายพิณ
หยางเฉิงสบตานาง ในใจอดชื่นชมไม่ได้ สมคำร่ำลือจริง ๆ
ทว่ามรรคจิตของเขาหนักแน่นเพียงใด แสงในดวงตาพลันวูบไหวเพียงแผ่วเบา ก็ล่วงรู้แล้วว่าสตรีผู้นี้มีเสน่ห์เย้ายวนติดตัวมาแต่กำเนิด อีกทั้งยังฝึกวิชาล่อลวงอันลึกล้ำ ทุกครั้งที่นางขยับยิ้มหรือขมวดคิ้ว ล้วนสามารถชักนำจิตใจผู้คนได้
“ฮูหยินเกรงใจแล้ว”
หยางเฉิงคารวะตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนนั่งลงตรงข้ามตู้เสวี่ยโหรว
สาวใช้ถอยออกไปอย่างรู้กาลเทศะ
มือเรียวงามของตู้เสวี่ยโหรวรินชาให้หยางเฉิงอย่างแช่มช้อย ท่วงท่าสง่างามยิ่งนัก ดวงตางามเหลือบมองเขาเป็นระยะ แฝงความใคร่รู้และเลื่อมใสอย่างพอเหมาะ
“ได้ยินมานานแล้วว่าท่านเจ้าสำนักหยางเป็นยอดอัจฉริยะผู้หาได้ยากยิ่ง วันนี้ได้พบกับตาตนเองก็สมคำร่ำลือจริง ๆ ข้าขอถือชาแทนสุรา คารวะท่านเจ้าสำนักสักจอก”
ตู้เสวี่ยโหรวจอกชูถ้วยชา รอยยิ้มแต้มใบหน้า งามเย้ายวนสุดประมาณ
หยางเฉิงยกถ้วยชาขึ้น แตะขอบถ้วยกับนางเบา ๆ “ฮูหยินกล่าวเกินไปแล้ว ไม่ทราบว่าฮูหยินมีเรื่องใดอยากขอคำชี้แนะ?”
แววประหลาดใจวาบผ่านดวงตาตู้เสวี่ยโหรว ดูเหมือนนางไม่คิดว่าหยางเฉิงจะพูดตรงถึงเพียงนี้ ทั้งยังสงบนิ่งได้แม้อยู่ต่อหน้าเสน่ห์ของนาง
นางยิ้มหวานราวบุปผาร้อยดอกผลิบาน “ท่านเจ้าสำนักเป็นคนตรงไปตรงมา เช่นนั้นข้าก็จะกล่าวตามตรง ช่วงนี้จิตใจข้ากระสับกระส่าย รู้สึกกังวลอยู่บ่อยครั้ง ได้ยินมาว่าท่านเจ้าสำนักเชี่ยวชาญในวิถีเต๋าอย่างลึกซึ้ง จึงอยากแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านสักเล็กน้อย”
ขณะกล่าว น้ำเสียงของนางอ่อนหวานเย้ายวนถึงกระดูก ทุกแววตาและทุกอากัปกิริยาเล็กน้อยล้วนแฝงพลังล่อลวงอันถึงขีดสุด
หยางเฉิงสงบใจไว้ ทว่ากลับแสร้งเผยแววเคลิบเคลิ้มบนใบหน้า ราวกับถูกความงามเย้ายวนของนางดึงดูดเข้าแล้ว
