ในตรอกกว้างใหญ่ที่งดงามสง่าราชสีห์ รถม้าเก่าคร่ำครึคันหนึ่งกำลังม้วนล้ออย่างเชื่องช้าจากปลายตรอกกำแพงชาดแดงเข้ามาเรื่อย ๆ
หน้าประตูหน้าแห่งคุ้มเคาะเจี้ยนอัน ซาวเจาเจามองรถม้าที่ทยอยเข้ามาใกล้ด้วยแววตาเบื่อหน่าย แล้วหันไปบ่นกับนางสนมคนสนิทข้างกายว่า "ท่านบิดาถึงกับยอมให้นางมาเสียอีก มิใช่จะกลั่นแกล้งให้ท่านมารดากับกระหม่อมเดือดร้อนหรือไฉน"
"คนเถ้าถุกแดนป่าดงพงไกโคกหย่อน ยังไม่รู้อีหนูได้รับนิสัยอะไรติดตัวมาบ้าง ส่วนมากคงเหมือนมารดาผู้ล่วงลับไปแต่หนุ่มสาวของมัน สู้หน้าผู้คนไม่ได้แน่"
"ทั้งทีท่านบิดาถึงกับยอมรับนางมาด้วย"
พูดจบนางหันศีรษะไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้าง "พี่ซ่ง ท่านว่าไง"
ชายหนุ่มที่ยืนเคียงซาวเจาเจานั้นสวมฉลององค์คอกลมแขนกระบอกสีม่วงแดงเลือดหมู อกเสื้อปักเสือดุร้ายสยอง กายสูงสง่างาม มีดาบดำประดับทองคำแขวนเอวส่งกลิ่นอายฆ่าฟัน
ชายหนุ่มเพียงเหลือบมองซาวเจาเจาข้างกายอย่างเฉื่อยชา แล้วเลิกคิ้วอย่างไร้อารมณ์ ไม่ทีท่าจะเอ่ยวาจา
สุดท้ายยายชราข้างกายซาวเจาเจาจึงกระซิบว่า "ที่นี่เย็นชานัก ท่านทวดกับท่านฮูหยินยังคอยอยู่ด้านใน ให้บ่าวรับเข้าไปข้างในท่านจึงจะได้เห็น ท่านหญิงจะยืนรออยู่ที่นี่เองด้วยเหตุใด"
ซาวเจาเจาสะบัดหน้าเย็น "กระหม่อมอยากเห็นเสียก่อนว่านางน่ะเป็นของชนิดไหน"
"คนเหล่านี้ต่างพากันชมว่าท่านบิดากับท่านมารดาเคารพรักกันดุจคู่ธรรมเสมอมา ครานี้เองกลับมีหญิงต่ำต้อยผู้นี้โผล่ขึ้นมา อีกทั้งยังเป็นลูกสาวของอนุภรรยาที่ไร้สถานะซึ่งเลี้ยงไว้นอกบ้าน กระหม่อมมองไม่ได้จริง ๆ"
พูดแล้วนางยังขบฟันกล่าวเสริม "อยากจะให้นางมาถึงก็เผยโฉมอัปยศซะเลย เช่นนั้นกระหม่อมจึงจะสบายใจ"
ซ่งเจาที่ยืนอยู่อีกด้านของซาวเจาเจาได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะเบา ๆ อย่างเหนียมอาย "จะให้นางอัปยศนั้นหาใช่เรื่องยากยังไงเลย"
ว่าแล้วดวงตาหยกของเขาเปล่งประกายเป็นเล่นเชิง ริมฝีปากบางโค้งขึ้นเป็นโค้งความหมาย "พอดีข้าออกมาได้ดูความครึกครื้นพองาม ครานี้จึงควรร่วมสนุกด้วยบ้างมิใช่หรือ"
ซาวเจาเจาดวงตาเป็นประกายสดใสทันที หันไปยิ้มหวานให้ซ่งเจา ดวงตาแจ่มใสดลึกให้ตะเกียกตะกายจับแขนเสื้อของเขา "พี่ซ่งมีวิธีให้นางอัปยศหรือ"
ซ่งเจามิได้มองซาวเจาเจา นิ้วเรียวงามเหยียบด้ามดาบดำประดับทองข้างเอว กายสูงใหญ่ดุจต้นหมู่ซึ่งก้าวตรงมายังรถม้าที่จอดนิ่งหน้าประตูคุ้มเติงกั๋วเคาะ
ซาวเวยถือเงยมือปลายม่านหน้าต่างเล็กบนคันรถขึ้นเบา ๆ เมื่อเห็นเรือนประตูอันสง่างามและอักษรบนป้ายแขวนเหนือประตูจึงวางม่านลง
เยือนเติงที่อยู่เคียงข้างคอยประคองซาวเวยถือพลางเอ่ยเสียงเบา "ท่านหญิง เราลงจากรถเถิด"
ซาวเวยถือตอบรับเสียงเบา กำลังจะยืนมือเปิดม่าน กลับเห็นม่านถูกด้ามกระบี่ที่แหย่เข้ามาจากภายนอกแยกออก
กระบี่ยาวเผยใบดาบออกมาครึ่งหนึ่ง วางอยู่เบื้องหน้านาง สะท้อนแสงเย็นเยียบเยือกเย็นชา ดุจมีนัยเตือนการฆ่าฟันแอบแฝง และดุจต้องการให้นางรู้จักแพ้พ่ายก่อนเผชิญหน้า
เยือนเติงที่อยู่ข้างกายตกใจจนส่งเสียงร้องลั่น กายล้มถอยหลังจนเตียงตะแคงลงไปนั่งในห้องรถอันแคบ
ซาวเวยถือเพียงเหลือบมองกระบี่เบื้องหน้าหนึ่งครั้ง แล้วเงยเนตรขึ้นมองชายหนุ่มผู้ถือดาบ
เห็นเขามวยผมขาวประดับมงกุฎหยก ดวงตาหยกคิ้วยาว โฉมงามดั่งชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ ทว่าริมฝีปากบางเย็นชา แฝงรัศมีความผยองหยดย้อย
พิจารณาท่อนกายสูงใหญ่ รูปโฉมงามสง่า แต่เบิกบานราบรื่นแห่งดวงตามีความรำคาญเหยียดหยามปนอยู่สองส่วน ดั่งมองสิ่งของชั้นต่ำชิ้นหนึ่ง
แต่เห็นเขานุ่งฉลององค์ข้าราชการ ม่วงทองประณีต จะไม่คิดก็ไม่ได้ว่าสถานะสูงส่งเพียงไร
สายตาทั้งสองประสานกัน ซ่งเจามองหญิงสาวในรถม้า บนกายเธอสวมกระโปรงสีชมพูแดงที่เก่ากร่อนไปนิดหน่อย ทว่าผิวงามดั่งหิมะ รูปกระดูกเพรียวบาง ดวงตาหยกอันงุ้มขึ้นเล็กน้อยนั้นดั่งระลอกน้ำฤดูใบไม้ผลิซึ่งสั่นไหว ต่อลงมาคือริมฝีปากเล็กงามอิ่มสีชาดดั่งผลเชอร์รี่
ผมดำเมี้ยนบนศีรษะมีเพียงทองเอียงเงินธรรมดาคาดไว้เส้นเดียว ไม่มีเครื่องประดับอื่น กระทั่งแหวนหูก็ไม่ได้สวม กลับยิ่งเด่นชัดซึ่งริมฝีปากชาดฟันขาว กระดูกงามดุจหยก ผิวเย็นดั่งน้ำแข็ง
หาใช่หญิงแดนป่าอันคร่าวคายดั่งคาดคิด กลับเป็นโฉมงามเพียงนี้
แววตาเหยียดหยามของซ่งเจายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพียงสิ่งไม่มีค่าชั้นต่ำ สถานะต่ำต้อยเกินกว่าที่เขาจะเมตตา
กลับเป็นที่นางมิได้ตกใจกลัวกระบี่ของเขา ทำให้เขาประหลาดใจนิดหน่อย
ซาวเวยถือแลดดูชายหนุ่มเบื้องหน้า แล้วก้มเนตรเหลือบมองบ่าวที่ยืนอยู่ข้างกายอย่างเป็นสุขตามคนอื่นรับรู้ความทุกข์ นึกว่าหนุตระกูลใหญ่แห่งราชธานีล้วนเคร่งครัดแก่เชื้อชาติและลำดับชั้นสูงต่ำเป็นนิจ ต่อความรังเกียจของชายหนุ่มเบื้องหน้า นางจึงเสมือนมองไม่เห็น ตั้งใจถ่อมตนแต่เพียงอย่างเดียว
ทั้งนางยังได้ครุ่นคิดไว้นานแล้วว่ามาถึงอาจต้องพบความเย็นชา เพราะฉะนั้นแม้จะรู้ว่าผู้เบื้องหน้าต้องการให้นางอัปยศ นางก็ยังเหยียบนิ้วงามขาวซึ่งดันด้ามดาบให้กลับเข้าฝักอย่างช้า ๆ
จากนั้นจึงออกไปนอกม่าน ก้มเนตรถ่อมตนคารวะ กล่าวเสียงอ่อนหวานว่า "ขอบพระคุณท่านเจ้าคุณที่ช่วยเปิดม่าน"
ซ่งเจาเลิกคิ้ว เขาไม่อาจแยกแยะได้ว่าหญิงสาวเบื้องหน้าเป็นการเหน็บแนมหรือขอบพระคุณจากใจแท้
เบื้องหลังเสียงหัวเราะของซาวเจาเจาดังขึ้น "พี่ซ่ง นางยังขอบพระคุณท่านอีกนะ"
โค้งริมฝีปากของซ่งเจาตกลงต่ำ เมื่อเพิ่งป่าวประกาศวาจาออกมาแล้ว จะเสียหน้าเสียศักดิ์ได้ฉันใด
เขาคว้าจี้หยกจากเข็มขัดหนังประดับทองคำโยนไปตรง ๆ ได้ยินแต่เสียงทองเอียงเงินร่วงลงพื้น เกศาดำเมี้ยนดั่งน้ำตกนั้นหวีดรี่พลิ้วลงมาปิดบังใบหน้าซีดจางเล็กน้อย
ซ่งเจาเหลือบมองดวงตาหยกคู่อันอับอายขายหน้าเบื้องหน้า แล้วหันกลับไปยิ้มเย็นให้ซาวเจาเจา "ข้าไม่เป็นผู้เปิดม่านให้สิ่งไร้ค่าชั้นต่ำเช่นนี้หรอก คำขอบพระคุณนี้เป็นการดูหมิ่นข้า เจ้านางน่ะถูกลงทัณฑ์ก็เพราะสมควรแล้ว"
"อีกทั้งยังทำให้ข้าล่าช้าเวลาเข้าวัง ความนี้ยังมิได้ยุติ"
พูดจบซ่งเจาปลดปล่อยท่อนฉลององค์ ขยับกายขึ้นคอม้าดำมืดทั้งตัวอย่างคล่องแคล่ว ทิ้งความพังพินาศเกลื่อนพื้นแล้วจากไปอย่างรื่นรมย์
ซาวเจาเจามองซาวเวยถือที่ยืนอยู่บนรถม้าอย่างเหม่อลอย เห็นเธอรวงผมกระจัดกระจาย ในใจเป็นสุขยิ่ง จึงสะบัดหน้าเย็นใส่ซาวเวยถือ "ไม่มองดูสกุลตนเองเสียก่อนหรือ ความมั่งคั่งบางอย่างนั่นมิใช่สิ่งที่เจ้าจะรับได้"
"คุ้มเคาะเลี้ยงเจ้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งก็หาต่างจากเลี้ยงสาวใช้เพิ่มขึ้นหนึ่งไม่ ถ้าเจ้ารู้จักเจตนา ต่อจากนี้จงสำรวมตนอยู่ อย่าคิดไปบอกเล่าความจริงแก่ผู้ใดข้างนอก"
"ท่านบิดายอมรับเจ้าไว้ก็เพียงเพราะสงสารเจ้าเหมือนสุนัขจรจัด เจ้าจงระวังตัวเถิด อย่าคิดว่าเข้าคุ้มเคาะแล้วจะได้เป็นท่านหญิงใช้ชีวิตสุขสบายอย่างทอผ้าใส่อาหารแดดเดียวได้"
"เจ้าทำกระหม่อมไม่พอใจ กระหม่อมก็จะให้เจ้าใช้ชีวิตเลวร้ายยิ่งกว่าในแดนป่าเมื่อก่อน"
กล่าวสิ้นเช่นนั้นซาวเจาเจาก็เงยศีรษะ หันกลับพาสาวใช้สี่ห้าคนจากไป
สาวใช้ที่เดินตามหลังซาวเจาเจาต่างหันศีรษะมายิ้มเหยียดหยามใส่ซาวเวยถือ
เยือนเติงที่ลุกขึ้นจากพื้นยืนอยู่เบื้องหลังซาวเวยถือมองเหตุการณ์นี้อย่างเหม่อละเมอ กำหมัดแน่น "กระหม่อมขันแก่ทารุณยิ่งนัก"
ซาวเวยถือมองจี้หยกที่ถูกโยนมายังพื้น ข่มดวงเนตรอันเปียกชื้นเอาไว้ จับมือเยือนเติงข้างกายไว้ แล้วหันกลับแหย่ม่านขึ้นกลับเข้ารถม้า "เก็บทองเอียงมาวาง"
ซาวเวยถือเกล้าผมใหม่ในรถม้า บ่าวชราที่รออยู่ภายนอกเร่งเสียงรำคาญ "อ้อนวอนเรื่องอะไรนัก ท่านทวดกับท่านฮูหยินยังคอยอยู่ข้างใน เจ้าคิดว่าตนเป็นผู้มีเกียรติแห่งราชธานีหรือ จะให้ท่านฮูหยินทั้งหลายรอเจ้าหรือไฉน"
มีสาวใช้หัวเราะเยาะ "คนจนจนจะมีหน้าตาอะไร คุณนายเห็นเครื่องนุ่งห่มของนางแล้วหรือยัง ผืนผ้านั่นคนแม้แต่สาวใช้ใหญ่ของคุ้มเคาะยังนุ่งดีกว่า เส้นด้ายขนหนูยังเกาะอยู่เลย เย็บปักถักร้อยนั่นหยาบช้าจริง ๆ"
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น "คนจากถิ่นเล็ก ๆ อย่างอวี่หยาง จะนุ่งผืนผ้างามเพียงไหน"
"เห็นท่าทางคลุมเครือเจรจาเช่นนั้นของนางไหม ชั้นต่ำจริง ๆ ตำแหน่งท่านหญิงแห่งคุ้มเคาะมิใช่ว่าใครจะอยากเป็นก็เป็นได้ ต้องดูว่ามีโชคส่งหรือไม่"
"ท่านฮูหยินของเราใจกว้าง ยินดีรับนางไว้ นางควรจุดธูปบูชาเทพสูงเสียจริง"
วาจาเหล่านี้แทงผ่านรถม้าเข้ามาอย่างไม่เล็กละเลย ทั้งยังมิได้ตั้งใจเล็กละเลยแต่อย่างใด คงเป็นวาจาที่ตั้งใจพูดให้คนข้างในได้ยิน
เยือนเติงโกรธเสียน้ำตาไหล ซาวเวยถือก้มเนตร เกล้าผมใหม่อย่างเงียบ ๆ แล้วหันข้างมือเช็ดน้ำตาให้เยือนเติงด้วยผ้าเช็ดหน้าอย่างเบามือ พลางเอ่ยเสียงเบา "เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ข้าคิดไว้นานแล้ว"
"ไม่ว่าอย่างไรก็ดีกว่าอวี่หยาง"
พูดจบซาวเวยถือออกจากรถม้าอีกครั้ง แม้เป็นเพียงทรงผมเรียบง่าย ทว่าเรียบร้อยครบถ้วนไม่ตกหล่น สมบูรณ์ดั่งแบบแผน
เยือนเติงเช็ดน้ำตาเดินตามหลังซาวเวยถือ กัดริมฝีปากกล้ำน้ำตาเอาไว้ หนูรู้ดีว่าท่านหญิงพูดถูก ถ้ายังอยู่อวี่หยางในบัดนี้ ท่านหญิงคงถูกลุงใจดำที่นั่นขายไปเป็นอนุภรรยาชายชราไปนานแล้ว
ดั่งคำที่ท่านหญิงกล่าวระหว่างทางมา คุ้มเคาะตระกูลใหญ่เคร่งหน้าตา แม้ไม่จะเมตตา อย่างน้อยบนผิวหน้าก็จะไม่ใช้อุบายขุ่นข้องหมองไหม้ สักเสียงหวั่นไหวก็ไม่เป็นไรนัก
