ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด ด้านนอกตำหนักก็เงียบสงัดลงอย่างสิ้นเชิง
ฝนหยุด เมฆคลาย เหลือเพียงเสียงน้ำที่ขังอยู่ตรงมุมชายคาหยดลงบนขั้นบันไดหินทีละหยด ก่อเกิดเสียงใสกังวาน
ฝ่ามือของหลู่ซางหลิงแนบอยู่กับบานประตู นางได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาและมั่นคงค่อย ๆ เดินเข้ามาหาตำหนัก ก่อนจะหยุดลง
“จี้จ้าว?” หลู่ซางหลิงพลันรู้สึกใจหายวาบ นิ้วมือหดงอเล็กน้อย
“อาหลิง ข้าอยู่นี่” เสียงของจี้จ้าวดังลอดผ่านประตูเข้ามาอย่างชัดเจน น้ำเสียงยังคงราบเรียบและสงบนิ่ง
หลู่ซางหลิงอดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้ นางกำลังจะเอ่ยอะไรต่อ ประตูตำหนักก็ถูกเปิดออก
ลมภูเขาหอบกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นพัดกรูเข้ามา พัดพากลิ่นกำยานไม้จันทน์อันอบอวลในตำหนักให้จางลงไปหลายส่วน
หลู่ซางหลิงเงยหน้ามอง แล้วสบเข้ากับใบหน้าเย็นชาปราศจากคลื่นอารมณ์ของจี้จ้าว เขายืนย้อนแสง อาภรณ์สงฆ์สีขาวจันทร์เปื้อนเลือดไปทั่ว
เมื่อเห็นนางปลอดภัย มุมปากของจี้จ้าวก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ เขายกมือขึ้นราวกับจะลูบศีรษะหลู่ซางหลิง ทว่าสายตาพลันเหลือบเห็นเลือดเปื้อนมือของตน
จี้จ้าวชะงักมือ แล้วลดมือลงอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนเอ่ยกับนางด้วยเสียงอ่อนโยน “จบแล้ว อาหลิง...”
เสียงของเขาแผ่วเบาเสียจนดวงตาของหลู่ซางหลิงเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา
เขาบอกว่า นับจากนี้ไป นางจะไม่ถูกคุกคามอีก
ริมฝีปากของหลู่ซางหลิงขยับ ทว่ายังไม่ทันได้พูดอะไร ร่างของจี้จ้าวก็โงนเงน ดาบดำหลุดจากมือ ก่อนทั้งร่างจะล้มลงอย่างไร้เสียง
หัวใจของหลู่ซางหลิงบีบรัด นางรีบถลาเข้าไปรับจี้จ้าวไว้ แต่ร่างอันหนักอึ้งของเขากลับพานางล้มคุกเข่าลงกับพื้น
