จนกระทั่งอาการของจี้จ้าวทรงตัวแล้ว หลู่ซางหลิงจึงออกจากห้องฌานไปพบซ่งอี้เสวียน
ซ่งอี้เสวียนนั่งหลบฝนอยู่ใต้ระเบียง ครั้นเห็นหลู่ซางหลิงนั่งลง นางก็ทักทายตามมารยาท
ทั้งสองสบตากันโดยไร้ถ้อยคำ นับเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะได้มีช่วงเวลาอันสงบเช่นนี้
หลู่ซางหลิงนิ่งเงียบได้ไม่นานก็เอ่ยว่า “ขอบคุณ”
ไม่ว่าอย่างไร ก็เป็นหมอเทวดาที่ซ่งอี้เสวียนพามา ซึ่งช่วยชีวิตจี้จ้าวเอาไว้
“ไม่ต้องขอบคุณ หากข้าไม่เปิดเผยร่องรอยของเจ้า พวกเจ้าก็คงไม่ถูกบีบให้มาถึงขั้นนี้” ซ่งอี้เสวียนละสายตาจากม่านฝน หันกลับมามองหลู่ซางหลิงเงียบ ๆ “ชดใช้กันคนละครั้ง ถือว่าเรื่องบาดหมางของเราสิ้นสุดลง”
พูดไปแล้ว หากวันนั้นจี้จ้าวไม่ได้ทำร้ายนาง บิดาก็คงไม่เชิญหมอเทวดาจากหุบเขาราชันโอสถมาให้นางเป็นพิเศษ
ใครจะคิดว่าเมื่อเรื่องราววกวนไปมา สุดท้ายกลับได้ช่วยชีวิตจี้จ้าวไว้ในคราวนี้
ซ่งอี้เสวียนไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี รู้สึกเพียงว่าความสัมพันธ์ของทั้งสามช่างเป็นวาสนาร้ายกาจเสียจริง
แต่ยังดีที่ทุกอย่างจบลงแล้ว
หลู่ซางหลิงยังไม่ทันตอบ ซ่งอี้เสวียนก็เอ่ยต่อว่า “ผู้ที่รู้เรื่องคัมภีร์ลับแทบทั้งหมดตายไปแล้ว บิดาข้าก็รับปากว่า ต่อไปจะไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก เมื่อช่วยพวกเจ้าจัดการศพของแต่ละสำนักเสร็จ ข้ากับบิดาก็จะย้ายออกจากที่นี่”
“หมอเทวดาจะอยู่จนกว่าจี้จ้าวจะหายดี ส่วนค่ารักษา บิดาข้าก็จัดการให้พวกเจ้าแล้ว”
ซ่งอี้เสวียนจงใจพูดเช่นนี้ นางยังคงมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง เพราะกลัวว่าทั้งสองจะติดใจเรื่องที่บิดารวบรวมคนจากแต่ละสำนักมาล้อมสังหาร
แม้บิดาจะทำผิด แต่ก็รักนางจากใจจริง ซ่งอี้เสวียนย่อมไม่อยากให้เขาเกิดเรื่อง
