เมื่อมีคนบุกเข้าไปในภูเขาปู้จือ จี้จ้าวก็รับรู้ได้ทันที
ตลอดสิบปีนี้ นอกจากสองปีแรกที่ซ่งอี้เสวียนยังไม่ยอมแพ้ แอบมาหาเขาอยู่บ่อยครั้งแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าบุกเข้ามาอีก
จี้จ้าวเดาว่าคนผู้นี้คงเป็นผู้ที่สิ้นไร้หนทางแล้ว
เขาไม่ได้ใส่ใจ ความเป็นความตายของผู้อื่น สำหรับเขาแล้วก็เป็นเพียงเมฆหมอกผ่านตา
แต่จี้จ้าวไม่คิดว่านางจะกล้าบุกภูเขาปู้จือ แถมยังกล้าวิ่งมาถึงวัดไร้นาม
จี้จ้าวไม่อยากยุ่ง
แต่พุทธสถานควรสงบ นางเปื้อนเลือดเต็มกาย สุดท้ายก็ยังรบกวนเขาจนได้
จี้จ้าวจึงผลักประตูออกไป ทว่าไม่คาดคิดเลยว่าจะได้เห็นภาพที่สะเทือนใจถึงเพียงนั้น
เพียงแวบเดียวก็ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำในใจเขา
ก่อเกิดความคิดต้องห้ามขึ้นมา
หลู่ซางหลิงพูดถูก เขาเป็นเพียงคนเสแสร้งว่ามีคุณธรรม
เขาเกิดตัณหาเพราะรูปโฉม เพียงแรกเห็นนาง ก็อยากร่วมรักกับนางจนแทบขาดใจ
แต่เขาคือจี้จ้าว เขาทำไม่ได้ และไม่ควรทำ
ถึงจะรู้อยู่เต็มอกว่านางเป็นคนของพรรคมาร จี้จ้าวก็ยังทำตัวผิดปกติ พานางเข้าไปในวิหาร หยิบยารักษาบาดแผลกับเสื้อผ้าสะอาดมาให้
ถึงขั้น...มองนางถอดเสื้อผ้าจนหมดต่อหน้าต่อตา
เมื่อเห็นจีวรของตนคลุมร่างนางไว้จนมิด ในชั่วขณะนั้น ความพึงพอใจที่อธิบายไม่ได้ก็ผุดขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจจี้จ้าว
ราวกับเพียงเท่านี้ เขาก็ได้ครอบครองนางแล้ว
ความคิดชั่วร้ายทั้งมืดมนและยากจะเอ่ยปากเช่นนี้กลับเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ทำให้เขาไม่คู่ควรกับการเป็นนักบวช
แม้จี้จ้าวจะเป็นฝ่ายเปิดเผยตัวตนคนพรรคมารของหลู่ซางหลิง หวังใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างตีตัวออกห่างนาง ก็ไร้ประโยชน์
จี้จ้าวยังคงล่วงเกินขอบเขตครั้งแล้วครั้งเล่า
เขาหลอกตัวเองว่า เมื่อบาดแผลของนางหายดี ทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่ครรลองเดิม
เขาเพียงสงสารนางที่บาดเจ็บ ไม่ได้ละเมิดศีล
และจะไม่มีวันละเมิดศีล
แต่ทุกครั้งที่เงยหน้ามองพระพุทธรูปในยามค่ำคืน จี้จ้าวก็มักนึกถึงอาจารย์ผู้มีพระคุณ
จี้จ้าวหลอกตัวเองไม่ได้ เขาเป็นพุทธบุตรจอมปลอม
เขาละอายใจต่ออาจารย์ และปล่อยให้ความโลภในใจงอกงามมาโดยตลอด
แถมยังเพลิดเพลินกับมัน
-
