เดือนสามยามวสันต์ ณ ปลายถนนสายยาว ม้าดำตัวหนึ่งค่อย ๆ เยื้องย่างเข้ามา
เด็กหนุ่มบนหลังม้ารวบผมยาวขึ้นสูง สวมอาภรณ์แพรสีขาวจันทร์ ที่เอวแขวนดาบยาวฝักดำเล่มหนึ่ง
เขาหลุบตาลงเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉย ทว่าระหว่างคิ้วและดวงตากลับเปี่ยมด้วยความฮึกเหิมและคมกล้า อันเป็นเอกลักษณ์ของคนหนุ่ม
ผู้คนเบียดเสียดกันแน่นขนัดอยู่สองฟากถนน มีคนหนึ่งลดเสียงถามว่า “นี่คือเผยจี้จ้าวหรือ?”
ในยุทธภพทุกวันนี้มีคำกล่าวแพร่สะพัดว่า จะล่วงเกินใครก็ได้ แต่อย่าได้ล่วงเกินนายน้อยตระกูลเผย
เล่าลือกันว่าเขาจับดาบตั้งแต่อายุสามขวบ ปราบโจรเมื่ออายุสิบขวบ และเมื่อสิบสองก็ออกท่องยุทธภพเพียงลำพังเพื่อทดสอบฝีมือดาบ
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เขาแทบจะประลองชนะไปทั่วทั้งยุทธภพ ทั้งยังบุกเดี่ยวเข้าสำนักพิษ เผาสถานที่อันเป็นพิษร้ายแรงจนผู้คนในยุทธภพต่างหวาดผวาจนราบคาบ ช่วยเหลือเด็กไม่น้อยที่ถูกลักพาตัวไปทดลองยา
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังบุกเดี่ยวเข้าไปในสาขาย่อยของพรรคมาร สังหารมือซ้ายพรรคมารถึงที่
แม้แต่ไป่เสี่ยวเซิงแห่งยุทธภพยังกล่าวว่า “เด็กคนนี้อายุเพียงสิบหก แต่เป็นยอดฝีมือดาบอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพแล้ว”
ทุกคนต่างรู้ดีว่า อีกไม่นานนายน้อยตระกูลเผยคงได้เป็นหนึ่งในยุทธภพ
ดังนั้น เมื่อข่าวว่าเผยจี้จ้าวกลับบ้านแพร่ออกไป ทุกคนจึงอยากเห็นยอดอัจฉริยะผู้เลื่องชื่อไปทั่วทั้งยุทธภพด้วยตาตนเอง
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมา โถมเข้าใส่เด็กหนุ่มบนหลังม้า
ผู้มีสายตาเฉียบคมคนหนึ่งจำได้ในทันที “นั่นไม่ใช่มือสังหารที่มีชื่ออยู่ในบัญชีดำแห่งยุทธภพหรือ?”
