“เหตุใดเจ้าจึงคิดจะเอาอะไรก็เอาอย่างนั้นเล่า? ถังหูหลู? เจ้าเคยเห็นถังหูหลูหรือไม่เคยชิมมาก่อนกระนั้นหรือ ไฉนจึงร้องขอ หากมิใช่ของกินเจ้าจะทำเช่นไร?!”
สวีฉวนฮวาตวาดใส่ไม่ยั้ง
สวีเสี่ยวเป่าหาได้เกรงกลัวไม่
“ถังหูหลู มีน้ำตาล ย่อมต้องเป็นของกินเป็นแน่ ทั้งยังมีรสหวาน! ท่านแม่ไม่เคยซื้อให้ข้า ข้าจะเคยลิ้มรสได้อย่างไร ท่านแม่ซื้อมาให้ข้าสักไม้หนึ่ง ข้าก็จะได้ลิ้มรสแล้วอย่างไรเล่า!”
สวีฉวนฮวาแทบสิ้นลมปราณ
ไอ้ลูกผลาญทรัพย์!
ต่อให้บ้านนางจะซื้อน้ำตาลกินได้ แต่ก็มิอาจจะกินได้ทุกเมื่อเชื่อวัน
เกี๊ยวน้ำเพียงชามเดียวก็ยี่สิบอี่แปะแล้ว ของละเอียดอ่อนทำจากน้ำตาลเช่นนี้ จะไม่แพงกว่าได้อย่างไร?
เจียงโม่กลับรู้สึกขบขันกับเด็กน้อยผู้นี้
นางดึงถังหูหลูไม้ออกจากมัดฟางข้างกาย ใช้ไม้จิ้มฟันเสียบคู่หนึ่งส่งให้แม่ลูกทั้งสอง
“นี่ก็คือถังหูหลู พวกเจ้าลองชิมดูเถิด เปรี้ยวอมหวานชวนเจริญอาหาร เป็นของว่างที่เด็ก ๆ ล้วนชื่นชอบ”
สีหน้าสวีฉวนฮวาผ่อนคลายลง ทว่ากลับรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง
“เด็กน้อยตะกละตะกลาม สร้างความลำบากให้เจ้าของร้านแล้ว”
เจียงโม่กล่าวอย่างอ่อนโยน “ไม่ลำบากเลย”
ถังหูหลูเป็นของกินแปลกใหม่ หากต้องการเปิดช่องทางการขาย ก็ต้องรุกเข้าไปก่อน
สวีเสี่ยวเป่ากินส่วนของตนหมดแล้ว ก็ยื่นมือไปแย่งของแม่
สวีฉวนฮวาหลบอย่างหน้าเฉย แล้วรีบยัดซานจาที่เคลือบน้ำตาลเข้าปากทันที
รสฝาดเปรี้ยวเข้มข้นของผลไม้และกลิ่นรสหวานหอมกระจายออกมา
นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เคี้ยว
เกล็ดน้ำตาลแตกละเอียด ผสานเข้ากับซานจา
กรอบนอกนุ่มใน
หวานกับเปรี้ยว
เป็นสัมผัสที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน แต่กลับเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะ
