แดดอุ่นส่องลงบนผิวน้ำ แตกเป็นประกายทองระยิบระยับ สั่นไหวตามระลอกคลื่นเบา ๆ
หวังหลินหลินนั่งยอง ๆ อยู่ริมฝั่ง มือกำคันเบ็ดแน่น จ้องผิวน้ำตาไม่กะพริบ แม้แต่ลมหายใจยังผ่อนให้แผ่วเบา
เธอนั่งยองมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ขาชาไปหมดแต่ก็ไม่ปริปากบ่น รอจังหวะที่ปลาจะงับเหยื่อ
ทันใดนั้น ปลายคันเบ็ดก็กระตุกวูบลง สายเอ็นตึงเปรี๊ยะ พาดเป็นทางน้ำสีขาวบนผิวน้ำ
หวังหลินหลินร้อง “อ๊ะ” ขึ้นมา เกือบถูกกระชากจนเซถลา รีบกำคันเบ็ดแน่นทั้งสองมือ เอนตัวไปด้านหลัง ใบหน้าเล็ก ๆ แดงก่ำ ย่อขาลงทำท่าม้า แข่งแรงกับสิ่งที่อยู่ใต้น้ำ
“ว้าว พี่ลู่เหวย์ ดูสิ! หนูตกปลาได้แล้ว! ปลาตัวนี้แรงเยอะจัง!”
ลู่เหวย์กำลังเอนตัวพิงต้นหลิวเก่าริมฝั่งตากสบาย ๆ ได้ยินเสียงเธอร้องก็รีบวางถ้วยชาลง คว้าสวิงมายังข้างตัวเธอ สองก้าวก็ถึง นั่งยองลงพูดว่า “อย่าเพิ่งรีบกระตุก ค่อย ๆ ปล่อยให้มันว่ายไปในน้ำก่อน รอให้หมดแรงแล้วค่อยดึงขึ้นมา”
หวังหลินหลินกัดฟันพยักหน้า ทำตามที่เขาบอก ปล่อยบ้างกระชากบ้าง ผลัดกันสู้นำกันอยู่หลายยก
รอให้ใต้น้ำสงบลงแล้ว ลู่เหวย์กะจังหวะแม่น สวิงตวัดลงไปฉับเดียวก็ช้อนปลาขึ้นมาได้คล่องแคล่ว
