ลู่เหวย์วางสายโทรศัพท์ กำมือถือไว้ในมือ พลิกไปพลิกมาอยู่สองรอบ
น้ำเสียงของหลานชุนเยี่ยนฟังดูราบเรียบ แต่เขากลับรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่
ช่วงตรุษจีน พรุ่งนี้ก็วันส่งท้ายปีเก่าแล้ว เธอไม่อยู่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนเวยเวย จะไปที่ไหน
“โทรศัพท์ใครเหรอ” หลี่ซือซือพลิกตัวเข้ามา ใช้ข้อศอกยันหมอน วางคางบนหลังมือ ผมสยายลงมาปิดหน้าครึ่งหนึ่ง เธอสวมเสื้อยืดตัวเก่าของลู่เหวย์ คอเสื้อหลวมโคร่ง เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้า
“แม่ของเวยเวย”
“ป่านนี้” หลี่ซือซือเหลือบมองนาฬิกาปลุกบนหัวเตียง เกือบห้าทุ่มแล้ว “พูดว่าอะไรเหรอ”
“ให้ฉันขับรถ พาเธอไปที่แห่งหนึ่งพรุ่งนี้” ลู่เหวย์วางมือถือไว้บนหัวเตียง นอนเหยียดยาว เอามือทั้งสองข้างหนุนหลังศีรษะ จ้องมองเพดาน
หลี่ซือซือไม่ได้ตอบอะไร แค่ขยับเข้ามาชิดเขา วางศีรษะบนไหล่เขา ผมของเธอเสียดสีกับคางเขา รู้สึกจั๊กจี้
ทั้งสองนอนเงียบอยู่อย่างนั้น
นอกหน้าต่างมีเสียงแตรรถดังมาเป็นครั้งคราว ห่างไกลออกไป ราวกับอยู่อีกโลกหนึ่ง
“ลู่เหวย์” จู่ ๆ หลี่ซือซือก็เอ่ยขึ้น เสียงแผ่วเบามาก
“หืม”
“เธอว่า ถ้าคนเราเอาแต่คิดถึงวันข้างหน้า จะทำให้พลาดปัจจุบันไปหรือเปล่า”
ลู่เหวย์เอียงหน้ามองเธอ เธอก็กำลังมองเขา ตาเป็นประกายในความมืด ราวกับองุ่นสองลูกที่แช่น้ำ
“ทำไมจู่ ๆ ถึงพูดเรื่องนี้”
“ก็แค่...” เธอหยุดไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังเรียบเรียงคำพูด “เมื่อก่อนเวยเวยมักจะพูดว่า รอให้มีเวลาว่างก่อน รอให้มีเงินก่อน รอให้พร้อมก่อน
