อีกด้านหนึ่ง ฮองเฮาก็ทูลขอตำแหน่งผู้ว่าการเมืองหลวงให้อ๋องเหิงได้สำเร็จ นางกำลังยินดีอยู่ พลันได้ยินฮ่องเต้แค่นเสียงเย็นชา “ยังหนุ่มช่างดีนัก ไร้กังวล ไร้ภาระ กล้าหาญไม่หวาดหวั่น อยากได้ตำแหน่งก็ไม่ยอมมาขอเอง”
ฮองเฮารีบแก้ต่าง “ที่จริงซางเอ๋อร์มีความมุ่งมั่นไม่น้อย ยามยังเยาว์วัยเขา...”
ฮ่องเต้วางฎีกาในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง “ก็เพราะเจ้าเอาใจจนเสียคน ถึงได้ทำตามอำเภอใจเช่นนี้ หากเขามีความมุ่งมั่น คงไม่เอาแต่หมกมุ่นกับสตรีทั้งวัน ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ต่อให้มอบตำแหน่งผู้ว่าการเมืองหลวงให้ เขาจะทำได้ดีหรือ?”
สีหน้าฮองเฮาเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำสลับซีดขาว เล็บจิกเข้าเนื้อแต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ นางเงยหน้าขึ้นฉับพลัน จ้องฮ่องเต้เขม็ง “ฝ่าบาทลำเอียงก็ไม่เห็นต้องลำเอียงถึงเพียงนี้ หากฝ่าบาททรงยุติธรรมสักหน่อย ให้เขาได้เหมือนองค์ชายพระองค์อื่น เขาจะเอาแต่ปล่อยตัวไม่ทำอะไรทั้งวันเช่นนี้หรือ? ฝ่าบาทตรัสคำใดบ้างที่ไม่ใช่การดูแคลนเขา ลองคิดดูสิว่ายามเขายังเด็กเป็นเด็กฉลาดเพียงใด...”
ฮองเฮาพูดไปพลางก็เริ่มร่ายความดีความชอบในวัยเยาว์ของเซี่ยซาง ล้วนเป็นเพราะฮ่องเต้ไม่โปรดนาง บุตรชายจึงพลอยถูกเกลียดชังไปด้วยอย่างไร้ความผิด
ฮ่องเต้ขมวดพระขนงแน่น เสียงตวาดกึกก้องสะเทือนทั้งตำหนัก “เจ้าก่อเรื่องพอหรือยัง! เป็นถึงฮองเฮาแท้ ๆ ยังทำตัวไร้กิริยาเช่นนี้ ฮองเฮามีดีอยู่เพียงเท่านี้หรือ...”
ฮองเฮาถูกตวาดจนร่างสั่นสะท้าน มิใช่เพราะหวาดกลัว หากเพราะถ้อยคำบาดหูของฮ่องเต้แต่ละคำประหนึ่งคมมีดกรีดลงกลางใจ เจ็บปวดจนเลือดไหลริน นางถึงกับถูกเขารังเกียจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
