เจียงเฟิ่งหัวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางจ้องมองคิ้วตาของเซี่ยซางอย่างเหม่อลอย ใบหน้าของเขายังคงเย็นชาแข็งกระด้าง ท่วงท่าก็หยาบกระด้างยิ่ง เขาวางนางลงบนตั่งนุ่มโดยไม่ทะนุถนอมแม้แต่น้อย
“ก่อนหมอหลวงมาถึง เปิ่นหวังจะตรวจดูเสียก่อนว่ากระดูกของเจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่”
“ท่านอ๋องก็ทำเป็นด้วยหรือ” ดวงตางามของเจียงเฟิ่งหัวทอประกายขึ้นวูบหนึ่ง
เซี่ยซางไม่คิดอธิบายว่านี่เป็นความรู้พื้นฐานที่ทหารพึงมี น่าเสียดายที่เขาไม่มีวันได้ขึ้นสนามรบอีกแล้ว เสด็จพ่อทรงรังเกียจเขาและทอดทิ้งเขาไปแล้ว
เซี่ยซางลงมือเลิกชายกระโปรงของนางด้วยตนเอง แล้วถอดรองเท้ากับถุงเท้าออก เท้าหยกไร้ตำหนิของนางแดงก่ำไปทั้งเท้า บริเวณข้อเท้าบวมเป่ง เขาใช้นิ้วกดลงเบา ๆ เจียงเฟิ่งหัวก็เจ็บจนหยาดน้ำตาร่วงพรูในพริบตา
เซี่ยซางมองหญิงงามนัยน์ตาฉ่ำน้ำตรงหน้า ซึ่งกัดผ้าเช็ดหน้าแน่นโดยไม่เอ่ยวาจา จึงกล่าวว่า “เจ็บก็ร้องออกมาเถิด ร้องแล้วจะดีขึ้น”
เจียงเฟิ่งหัวน้ำตาไหลไม่หยุด หลับตาแน่นแล้วส่ายหน้า เพราะทนความเจ็บไม่ไหว นางถึงกับเริ่มกัดหลังมือตนเอง
เซี่ยซางไม่เคยพบสตรีที่กลัวเจ็บถึงเพียงนี้ เขายังไม่ได้ลงมือด้วยซ้ำ ครั้นประคบน้ำแข็งย่อมเจ็บยิ่งกว่า
“กระดูกไม่เป็นไร แค่ข้อเท้าแพลง ประคบน้ำแข็งก่อนแล้วค่อยทายา” เซี่ยซางสั่งนางกำนัลให้ไปนำน้ำแข็งมา
นางเอ่ยว่า “ท่านอ๋อง ทายาแล้วเจ็บหรือไม่”
“เจ็บ อดทนสักหน่อยก็หาย” เขาตอบ
เจียงเฟิ่งหัวหดขากลับ ร่างทั้งร่างขดอยู่บนตั่งนุ่ม คิ้วขมวดแน่น ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดุจทะเลสาบ เปี่ยมด้วยหยาดน้ำตาพร่างพราว หยดน้ำบนแก้มประหนึ่งไข่มุก ใบหน้าเล็กขาวผ่องแต้มสีแดงระเรื่อ งดงามจนชวนให้ปวดใจ
