ฝ่าบาททรงทราบมานานแล้วว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือซูกุ้ยเฟย ส่วนฮองเฮาก็รู้ทั้งรู้ว่ามีคนสะกดรอยตามเจียงเฟิ่งหัว แต่นางกลับใช้เจียงเฟิ่งหัวเป็นหมากต่อกรกับซูกุ้ยเฟยเช่นกัน
ได้ยินฝ่าบาทตรัสเสียงเย็นว่า “ลากนางกำนัลปากพล่อยผู้นี้ออกไปโบยจนตาย หากผู้ใดกล้าก่อความวุ่นวายในวังหลัง นางจะเป็นเยี่ยงอย่างให้เห็น”
เจียงเฟิ่งหัวมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา นี่แหละอำนาจของราชวงศ์ ไม่ว่าพวกเขาจะทำผิดใหญ่หลวงเพียงใด สุดท้ายก็เพียงลากนางกำนัลคนหนึ่งออกมารับผิดแทน เรื่องราวทั้งปวงก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยได้
หากวันนี้นางถูกเซี่ยอวี้ล่วงเกิน นางก็คงสมควรแล้ว ชาติก่อนก็เป็นเช่นเดียวกัน นางถูกคนใส่ร้าย ท้ายที่สุดเหลียนเย่กลับต้องรับผิดทุกอย่างเพื่อช่วยนาง และถูกพวกเขาทุบตีจนตาย
นางรู้ดีว่า มีเพียงการกุมอำนาจไว้ในมือ นางจึงจะเป็นฝ่ายถือไม้ ไม่ใช่ผู้ที่ถูกบังคับให้รับเฆี่ยนตี
เรื่องวันนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนาง นางเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด อย่างมากก็เป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า เทพเซียนต่อสู้กัน ปุถุชนกลับรับเคราะห์
นางเป็นเพียงผู้เคราะห์ร้าย ย่อมทำให้เซี่ยซางสงสารเห็นใจยิ่งขึ้น
หลังฝ่าบาทเสด็จจากไป ซูกุ้ยเฟยก็จากไปด้วยสีหน้าเศร้าสลด นางกำนัลที่ถูกโบยจนตายถูกโยนเข้าไปในป่าช้า ซูกุ้ยเฟยลอบสั่งให้คนนำเงินไปปลอบขวัญครอบครัวของนาง เรื่องนี้จึงถือว่าจบลง
เซี่ยอวี้ถูกทุบตีจนปางตาย ทั้งยังถูกฝ่าบาทตำหนิ นับเป็นการลงโทษเขาแล้ว
ฮองเฮาเฉิงเสด็จกลับตำหนักคุนหนิงด้วยความขุ่นเคือง ไม่ได้อธิบายอะไรแก่เจียงเฟิ่งหัวแม้แต่คำเดียว
เมื่อเข้ามาในห้องบรรทม เจียงเฟิ่งหัวก็ทำท่าหวาดกลัว โผเข้าซบอ้อมแขนเซี่ยซางแล้วเอ่ยเสียงแผ่วว่า “หม่อมฉันกลัวเหลือเกิน”
