เซี่ยอวี้เห็นเช่นนั้นก็เอ่ยเสียงดังขึ้นอีกว่า “ได้ยินมาว่าน้องห้ารับหลานสาวของซูกุ้ยเฟยเข้าจวนเป็นพระชายารอง ที่แท้น้องห้าชอบแม่นางบ้านป่าที่ไร้มารยาทเช่นนี้เอง ข้ายังได้ยินมาอีกว่า ครึ่งเดือนก่อนมีคนแต่งงานกันที่ศาลเจ้าที่นอกเมือง รูปร่างของคนผู้นั้นไม่ต่างจากน้องห้าแม้แต่น้อย”
หากไม่กลัวว่าจะทำให้เสด็จพ่อกริ้ว เขาคงประกาศเรื่องนี้ไปทั่วแล้ว
เซี่ยซางเดินห่างออกไปทุกที เซี่ยอวี้มีสีหน้าเย่อหยิ่ง “เสด็จพ่อไม่โปรดเขา ข้าก็ไม่ชอบเขา คิดจริงหรือว่าแค่เป็นโอรสเอกแล้วจะสูงส่งนัก”
เซี่ยซางออกจากวังแล้วตรงกลับจวนอ๋องเหิง
ซูถิงหว่านร่ำเรียนกฎระเบียบมาครึ่งเดือน และไม่ได้พบเขามาครึ่งเดือนเช่นกัน ครั้นเห็นเขาเดินออกมาจากเงาแสง ใบหน้าของนางก็พลันเบิกบาน ก่อนก้าวฉับ ๆ เข้าไปหา
จนกระทั่งเดินเข้าใกล้ ซูถิงหว่านจึงบีบผ้าเช็ดหน้า มือประคองเอว กรีดกรายแช่มช้อย ค่อย ๆ เยื้องย่างมาปรากฏตรงหน้าเซี่ยซาง
นางแต่งกายประณีต แต้มชาดผัดแป้งอย่างงดงาม ยิ้มพลางยอบกายคำนับเซี่ยซางเล็กน้อย “หม่อมฉันถวายคำนับท่านอ๋อง ขอท่านอ๋องทรงพระเกษมสำราญ ท่านอ๋องเสด็จกลับจวน หม่อมฉันมิได้ออกมาต้อนรับ หม่อมฉันรู้สึกละอายใจยิ่ง...”
เซี่ยซางขมวดคิ้วเล็กน้อย มองซูถิงหว่านสองครา ยังไม่ทันเข้าใจว่านางกำลังแสดงท่าทางเช่นนี้ด้วยเหตุใด
ทันใดนั้น ซูถิงหว่านก็ยกผ้าเช็ดหน้าปิดปาก หัวเราะลั่นจนตัวงอ น้ำตาแทบไหลออกมา
เซี่ยซางขมวดคิ้ว เขากำลังกลัดกลุ้มอยู่แท้ ๆ ซูถิงหว่านกลับหัวเราะเสียขนาดนั้น ไม่รู้ว่านางกำลังขบขันเรื่องใด
อารมณ์ของเขาพลันขุ่นมัว
ได้ยินนางกล่าวอย่างเบิกบานว่า “อาซาง ลองดูสิว่าข้ามีท่าทีของคุณหนูตระกูลใหญ่หรือไม่ โธ่เอ๊ย ช่างน่ารำคาญนัก อาซางไม่อยู่ในจวนครึ่งเดือน ข้าก็เรียนมาครึ่งเดือน ทุกวันต้องทำท่าทางเสแสร้งเช่นนี้ แหวะ ขนลุกไปหมดแล้ว ข้ารู้สึกว่ามันเสแสร้งน่ารังเกียจเหลือเกิน คุณหนูทั้งหลายในเมืองหลวงต้องพูดจาและเดินเหินเช่นนี้ทุกวัน ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกันบ้างหรือ ข้าเห็นแล้วยังเหนื่อยแทน”
