เว่ยเหยียนกลับถึงบริษัทตอนบ่ายโมงครึ่งพอดี
พวกเขาเริ่มงานตรงเวลาตอนบ่ายสอง ยังเหลือเวลาพักอีกครึ่งชั่วโมง
เขาเพิ่งเตรียมจะฟุบหลับบนโต๊ะทำงาน เสิ่นเวยก็รีบร้อนมาหา
“ผู้ช่วยพิเศษเว่ย มาที่ห้องทำงานฉันหน่อย”
เธอจ้องเขาเขม็ง แววโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่านซ่อนอยู่ใต้แพขนตา ดูท่าคงอดกลั้นมานาน รอระเบิดออกมาอยู่แล้ว
โจวเฉียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เลิกคิ้ว มองเว่ยเหยียนอย่างสะใจ รอดูว่าเขาจะเจอเรื่องอะไร
ส่วนเว่ยเหยียนกลับทำหน้าไม่ยี่หระ เดินตามเสิ่นเวยไปยังห้องทำงานอย่างใจเย็น ทั้งคู่เดินนำกันไปตามลำดับ
ประตูห้องทำงานเพิ่งปิดลง เสิ่นเวยก็เอ่ยเสียงเข้มอย่างอดกลั้นไม่ไหว
“เว่ยเหยียน ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นนายพูดหมายความว่ายังไง? ที่บอกว่าภรรยานายเป็นโสเภณีน่ะ! นายด่าใครกันแน่?”
เธอตั้งใจลดเสียงลง กลัวคนข้างนอกจะได้ยิน
ตลอดสองปีที่ผ่านมา เธอจงใจทำตัวให้ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเว่ยเหยียนในบริษัท และเรียกขานกันแค่ในฐานะหัวหน้ากับลูกน้อง
เธอกลัวคนอื่นรู้ว่าเว่ยเหยียนเป็นสามี กลัวถูกมองเป็นตัวตลก
ราวกับการแต่งงานกับเว่ยเหยียนเป็นเรื่องน่าอับอายมากนัก
เว่ยเหยียนตอบอย่างเกียจคร้านว่า
“ประธานเสิ่น กลัวอะไรล่ะ? ยังไงทุกคนก็ไม่รู้สักหน่อยว่าคุณเป็นภรรยาผม”
อีกอย่าง อีกไม่นานใบหย่าก็ออกมาแล้ว ถึงตอนนั้นก็ไม่ใช่ภรรยากันจริง ๆ
เขาคิดประโยคนี้ในใจ มุมปากอดยกขึ้นไม่ได้ สีหน้าราวกับยกภูเขาออกจากอก
ยิ่งทำให้เสิ่นเวยโมโห
“เว่ยเหยียน นายเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อก่อนนายสุภาพอ่อนโยน มีแต่ความอดทนและความรักให้ฉัน
แต่ตอนนี้ดูตัวเองสิ แค่เรื่องเล็กน้อยก็หนีออกจากบ้าน แล้วยังไปพูดต่อหน้าคนนอกว่าฉันเป็นโสเภณีอีก! นายยังเป็นสามีที่ดีอยู่ไหม?”
เว่ยเหยียนหัวเราะเย็นชาเมื่อถูกเธอซักถาม
“ประธานเสิ่น คนที่เปลี่ยนไปก่อนมันไม่ใช่ผม แต่เป็นคุณ! ตั้งแต่คุณกลับไปตระกูลเสิ่น กลายเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่น คุณก็เปลี่ยนไปแล้ว
คุณไม่รักผมอีกต่อไป มองผมเป็นแค่คนรับใช้ฟรี ๆ คอยจับผิดและทำให้ผมต้องทนทุกข์
ถ้าอย่างนั้นทำไมผมต้องรักคุณเหมือนเมื่อก่อนด้วย? ผมไม่ใช่คนที่ชอบให้ใครเหยียบย่ำสักหน่อย!
ผมก็เป็นคนนะ ผมก็มีหัวใจ ผมก็เจ็บปวดเพราะผิดหวังเป็นเหมือนกัน!”
