นี่เป็นคำตำหนิที่รุนแรงมาก แถมยังพูดต่อหน้าทุกคนอีกด้วย
เท่ากับเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเว่ยเหยียนในฐานะพนักงานลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี
ในจังหวะนี้ เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ก็ย่อมเข้าใจว่าประธานเสิ่นกำลังช่วยโจวเฉียนและเกลียดเว่ยเหยียน
จากนั้นหลายคนก็จะพากันรุมกลั่นแกล้งเว่ยเหยียน หาเรื่องทำให้เขาลำบาก
การกลั่นแกล้งในที่ทำงานมักเริ่มต้นแบบนี้ ผู้นำเป็นคนเปิดทาง ส่วนพนักงานข้างล่างก็ทำตาม
โจวเฉียนเหลือบมองเว่ยเหยียนที่กำลังถูกตำหนิอย่างเฉยชา แววตาฉายรอยยิ้มสาแก่ใจ รู้สึกโล่งอกโล่งใจอย่างที่สุด
นี่แหละผลลัพธ์ที่เขาต้องการ
เขาจะทำให้เว่ยเหยียนไม่มีที่ยืนในบริษัท แล้วถูกคนกลั่นแกล้งจนต้องจากไปเหมือนหมาตัวหนึ่ง
ใครจะรู้ว่า...
เว่ยเหยียนหันไปพูดกับเสิ่นเวยอย่างไม่ไว้หน้า
“พูดบ้าอะไรของเธอ! เธอไม่ตรวจสอบสักนิดก็กล่าวหาว่าฉันใส่ร้ายโจวเฉียน คนที่ไร้มารยาทไร้จริยธรรมที่สุดก็คือเธอนั่นแหละ!
ในออฟฟิศมีกล้องวงจรปิด โจวเฉียนแก้ข้อมูลหรือเปล่า แค่ดูกล้องก็รู้ความจริงแล้ว
ทำไมเธอไม่ตรวจ? ก็เพราะไม่มีสมอง ถูกคนเลวอย่างโจวเฉียนจูงจมูกอยู่นี่ไง!”
เขาไม่มีทางเกรงใจเสิ่นเวยอยู่แล้ว
ยังไงก็จะหย่ากันแล้ว งานนี้ไม่มีค่าอะไรสำหรับเขาสักนิด
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการประคองสถานการณ์ให้เสิ่นเวยสงบลง เพื่อให้ได้ใบหย่ามาอย่างราบรื่น เขาคงไปตั้งนานแล้ว
เป็นไปตามคาด ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนก็ตกตะลึง
พากันมองเว่ยเหยียนอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
เขากล้าด่าประธานเสิ่นด้วยหรือ? แถมยังด่าว่าโจวเฉียนเป็นคนเลวอีก?
เสิ่นเวยโกรธจนหน้าแดงก่ำ
“ผู้ช่วยพิเศษเว่ย นายบ้าไปแล้วหรือไง? ที่นี่คือบริษัท ไม่ใช่ชนบทของพวกนายที่จะมาอาละวาดตามใจชอบ!!!”
