บทที่ 6 จัดการให้เรียบร้อย แล้วไสหัวกลับเมืองจิง
ผู้อาวุโสตระกูลซูเป็นคนมองโลกทะลุปรุโปร่ง แม้จะเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหนาน แต่กลับเป็นคนอบอุ่นเป็นกันเอง ไร้ท่าทีวางอำนาจ เมื่อเห็นชายหนุ่มสองคนเดินเข้ามา คนที่เดินนำสวมหมวกแก๊ปซึ่งบดบังใบหน้าครึ่งบนไว้ ส่วนคนที่เดินตามหลังคือคนรุ่นหลังของตระกูลเวิน
เวินซวี่เป็นคนรู้กาลเทศะ พอเข้าไปถึงก็เริ่มทักทายและกล่าวคำถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ มารยาทครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ละทิ้งความหยิ่งทะนงอันเป็นนิสัยของคุณชายตระกูลดังในแวดวงเมืองจิงไปจนหมดสิ้น
“คุณท่านซู ขอโทษนะครับที่มาโดยไม่ได้บอกกล่าว”
“เอ๋” ผู้อาวุโสซูโบกมือ “สองตระกูลของเราก็เป็นญาติดองกันอยู่แล้ว เธอเป็นลูกพี่ลูกน้องของหร่วนหร่วน ไม่ต้องเกรงใจ เรียกฉันว่าคุณตาก็พอ”
“ครับ ๆ คุณตา” เวินซวี่เรียกอย่างสนิทสนมเป็นธรรมชาติ จากนั้นก็ขยับตัวหลบ เปิดทางให้ฉีอวี้ชวน พลางกลั่นกรองคำพูดอยู่บนปลายลิ้นก่อนเอ่ยขึ้นว่า “นี่คือ... นี่คือ...”
“ผมเป็นเพื่อนของเวินซวี่ ต้องขออภัยที่มารบกวนโดยพลการ หวังว่าทุกท่านจะไม่ถือสา” น้ำเสียงของฉีอวี้ชวนทุ้มต่ำเล็กน้อย แต่ยังคงความใสกังวานของคนหนุ่มไว้ บุคลิกสุขุมหนักแน่น ท่วงท่าภูมิฐานสง่างามทั่วทั้งร่าง ทำให้ใครเห็นก็อดมองซ้ำไม่ได้ เป็นชายหนุ่มที่โดดเด่นจริง ๆ
“ใช่ครับ ๆ พอดีเพิ่งมาถึงเมืองหนาน ได้ยินว่าคุณป้าก็อยู่ที่นี่ หร่วนหร่วนสอบได้อันดับหนึ่งของประเทศในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งนี้ เลยแวะมาร่วมยินดีด้วยครับ” เวินซวี่กระปรี้กระเปร่าขึ้นทันที หันไปยิ้มยิงฟันให้ซูชิง
ระหว่างพูด สายตาที่กวาดมองผู้คนพลันหยุดนิ่งอยู่ที่หญิงสาวข้างกายเวินหร่วน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาชะงักค้าง หัวใจราวกับถูกพลังมหาศาลบีบรัดอย่างฉับพลัน ความเจ็บปวดทึบหนักประหนึ่งถูกฉีกทึ้งแผ่ซ่านจากกลางอกไปทั่วทั้งร่าง เขาฝืนข่มความผิดปกติและรีบเก็บสีหน้า ทว่าหลังนั่งลงแล้ว สายตาก็ยังอดเหลือบไปทางนั้นไม่ได้
หญิงสาวสวมกี่เพ้าสีเขียวเข้ม ลวดลายต้นไผ่ปักด้วยดิ้นทองบนตัวชุด ข้อมือขาวผ่องมีสร้อยข้อมือหยกป้านซานห้อยอยู่
