คำพูดของฉีอวี้ชวนที่ว่า “ช่วงนี้ให้ผู้ดูแลทั้งเจ็ดรับช่วงดูแลงานต่าง ๆ ของตระกูลฉีไปก่อน หลังจากนี้ผมจะทุ่มเทให้กับฐานวิจัยและพัฒนาในเมืองหนาน” หล่นลงมาอย่างแผ่วเบา ทว่าคนในห้องกลับรู้สึกหนักอึ้งในใจ
นั่นหมายความว่า ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ได้ ฉีอวี้ชวนจะไม่แบ่งเวลามาสนใจเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ภายในตระกูลฉีอีกแล้ว ไพ่ทั้งหมดและความสนใจของเขาจะมุ่งไปที่เมืองหนาน
เมืองหนานกำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
หากข่าวแพร่ออกไป คนที่มีไหวพริบเฉียบไวก็จะเริ่มคำนวณว่า ใครตามหมากก้าวนี้ของตระกูลฉีทัน คนนั้นก็จะได้ก้าวขึ้นสู่เส้นทางที่พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดอย่างแท้จริง
เฮ่าจวินฉีพาพวกพ้องไม่ได้อยู่ในห้องชานานนัก ขณะลุกขึ้นกล่าวลา เขาเอียงตัวเล็กน้อยแล้วกดเสียงลง “คุณชายฉี น้องสาวผมอยากมาขอโทษคุณด้วยตัวเอง เรื่องคราวก่อน...”
ฉีอวี้ชวนเลื่อนสายตามามองเขา
ไม่ได้หนักหน่วงอะไร แต่แฝงแววพิจารณาเย็นชาอยู่บาง ๆ
เพียงสิบกว่าวินาที เฮ่าจวินฉีก็รู้สึกแผ่นหลังร้อนวูบ เขาฝืนใจพูดต่อ “ค่าปรับปรุงห้องชาผมจะเป็นคนรับผิดชอบเองครับ”
ฉีเจิ้งยกถ้วยชาขึ้นดูดเสียงดังซู้ด ก่อนกลืนลงคอดังเอื๊อก ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้อง เสียงนั้นฟังบาดหูเป็นพิเศษ แม้จะบอกไม่ได้ว่าจงใจ แต่กลับเหมือนเข็มเล่มเล็กที่แทงเข้าใส่จุดตายของเฮ่าจวินฉีพอดิบพอดี
ฉีอวี้ชวนถอนสายตากลับ น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับกำลังสั่งการเรื่องเล็กน้อย “อย่าให้มีครั้งหน้า”
“ครับ” เฮ่าจวินฉีค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจยาวอย่างโล่งอก
เขาหันไปเปิดประตู เรียกเฮ่าซือเจียที่นั่งรออยู่ด้านนอกอย่างเงียบ ๆ เข้ามา
วันนี้เฮ่าซือเจียไม่ได้แต่งตัวประณีตบรรจงเหมือนครั้งก่อน เธอสวมเดรสเรียบง่ายสุภาพ ผมยาวทิ้งตัวลงตามแผ่นหลังอย่างเป็นระเบียบ ทั้งตัวเก็บงำความเฉิดฉายเอาไว้จนหมด เธอยืนห่างจากฉีอวี้ชวนราวหนึ่งเมตร เม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือจาง ๆ “ขอโทษค่ะคุณชายฉี ครั้งก่อนฉันบุ่มบ่ามเกินไป”
ถ้าเป็นคนอื่น คงใจอ่อนให้กับหญิงสาวแสนว่าง่ายและน่ารักตรงหน้า ดวงตากลมโตฉ่ำวาว น้ำเสียงสั่นพร่า แล้วโบกมือพูดว่า “ไม่เป็นไร” ไปแล้ว
