เสียงร้องไห้ดึงความสนใจของหลี่หลานมาได้อย่างรวดเร็ว “เป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้น?”
“คุณครูเสี่ยวหลาน เขาเป็นคนไม่ดี เขาผลักปราสาทที่อี้อี้เสกขึ้นมาจนพังหมดเลย!”
ซูชิงเยว่แก้มป่องด้วยความโกรธ พลางฟ้องหลี่หลาน
หลี่หลานไม่ได้ใส่ใจที่ซูชิงเยว่บอกว่าเสกขึ้นมา ก่อนหันไปมองเด็กอ้วนที่กำลังร้องไห้ “ฮ่าวฮ่าวน้อย ที่เยว่เยว่พูดจริงหรือเปล่า?”
โจวฮ่าวเด็กอ้วนก้มหน้าด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “คุณครูเสี่ยวหลาน ผม...ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับ!”
“คุณครูเสี่ยวหลาน เขาโกหก! เห็น ๆ อยู่ว่าตั้งใจ!”
ซูชิงเยว่ยื่นปากออกมาด้วยความโมโห
“คุณครูเสี่ยวหลาน ผมเผลอผลักปราสาทของพวกเขาล้ม แล้วเขาก็ผลักผมจนล้มลงกับพื้น!”
“ดูสิ ก้นผมแดงไปหมดแล้ว!”
เด็กอ้วนเปิดก้นข้างหนึ่งที่แดงก่ำให้ดูทันที
“คุณครูเสี่ยวหลาน พวกเราไม่ได้ผลักเขานะครับ เขาล้มเองต่างหาก!”
ซูชิงเยว่ตัวน้อยรู้สึกน้อยใจมาก จนเหมือนน้ำตาจะหยดลงมาอีกแล้ว
ตอนนั้นเอง เสียงนุ่มนิ่มก็ดังขึ้น “คุณครูเสี่ยวหลาน หนู...หนูเห็นว่าโจวฮ่าวล้มเองค่ะ!”
“ไม่มีใครผลักเขาเลย!”
เด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบคนหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านข้าง
เด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นชื่อหลินหว่านหลี เป็นเพื่อนร่วมชั้นอนุบาลของหยุนอี้กับซูชิงเยว่ด้วย
“ฮ่าวฮ่าวน้อย มาบอกครูหน่อยสิ ที่หว่านหลีน้อยพูดจริงไหม?”
“เด็กดีไม่โกหกกันนะ!”
หลี่หลานไม่ได้ดุโจวฮ่าวทันที แต่ค่อย ๆ ชี้แนะด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ให้เขาพูดความจริงออกมา
