พอกลับถึงบ้าน ซูชิงเยว่ก็รีบลงจากรถ ก่อนจะวิ่งเหยาะ ๆ ไปหาหยุนอี้แล้วจับมือเขาไว้
หลี่เหมยกับหวังชุ่ยหลานสบตากัน ต่างก็เผยรอยยิ้มเอ็นดูแบบผู้ใหญ่ที่มองเด็ก ๆ
“เยว่เยว่ บอกน้าสิว่าหนูชอบเสี่ยวอี้หรือเปล่า?”
ซูชิงเยว่ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว รีบตอบออกมาทันที “หนูชอบอี้อี้ที่สุดเลย!”
“พอโตขึ้น หนูจะแต่งงานกับอี้อี้ แล้วอยู่ด้วยกันตลอดไป เหมือนคุณพ่อกับคุณแม่เลย!”
“ถ้าอย่างนั้นเยว่เยว่ต้องคอยจับตาดูอี้อี้ให้ดีนะ อย่าปล่อยให้เขาหนีไปล่ะ!” หวังชุ่ยหลานยกมือปิดปากกลั้นหัวเราะ
“อื้อ เยว่เยว่รู้แล้ว!”
“เยว่เยว่จะคอยดูอี้อี้ให้ดีเลย!”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของซูชิงเยว่จริงจังยิ่งนัก มือที่จับหยุนอี้อยู่ก็กระชับแน่นขึ้นอีกนิด
“อี้อี้ พอโตขึ้นนายจะแต่งงานกับฉันไหม?”
ซูชิงเยว่เงยหน้ามองหยุนอี้ด้วยแววตาคาดหวัง คำถามของเธอทำให้คนฟังตะลึง
แม้แต่หยุนอี้ผู้เป็นจักรพรรดิเซียนก็ยังไปไม่เป็น
เขาตอบส่ง ๆ ว่า “รอโตขึ้นแล้วค่อยว่ากันเถอะ!”
“งั้นอี้อี้ห้ามผิดคำพูดนะ ฮิ ๆ ๆ...”
ในความคิดของซูชิงเยว่ คำพูดของหยุนอี้เท่ากับยอมรับว่าพอโตขึ้นจะแต่งงานกับเธอ เธอจึงยืนยิ้มโง่ ๆ อยู่ข้าง ๆ อย่างมีความสุข
หยุนอี้จริงจังกับเรื่องคู่บำเพ็ญมาก เพราะเขาย่อมมีชีวิตอยู่ได้อีกยาวนาน จึงไม่หวั่นไหวต่อใครง่าย ๆ!
อีกอย่าง เขาไม่ได้เก็บคำพูดเล่น ๆ ของเด็กน้อยมาใส่ใจด้วย
แต่เขาไม่รู้เลยว่า คำพูดนั้นได้หว่านเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ลงในหัวใจดวงน้อยของซูชิงเยว่แล้ว
