หวังซิ่วเจินร้อนรนเหมือนมดบนกระทะร้อน ตื่นตูมทำอะไรไม่ถูก
ป้าหนิวหัวเราะหึ ๆ “ซิ่วเจิน ข้าว่าป้าดีใจจนเนื้อเต้นแล้วล่ะ อวี้เหมยลูกป้าได้บ้านผัวดีแล้ว ไอ้หนุ่มนั่นข้าเคยเห็น ตัวก็สูง หน้าตาก็ดี
แล้วตอนนี้ลูกสาวคนรองของป้าก็กำลังจะได้แต่งกับบ้านผู้ใหญ่บ้านหวัง ต่อไปชีวิตป้าคงไม่ธรรมดา ถึงเทศกาลที ลูกสาวสองคนกลับมา ป้าคงได้เสวยสุขไม่รู้จบ”
ป้าหนิวพูดพลางทำหน้าอิจฉา
เห็นหวังซิ่วเจินเครียด นางก็แทรกตัวเข้ามาช่วยด้วยอารมณ์อยากรู้อยากเห็น
“ไป ๆ ๆ ข้ามาช่วยป้าสุมไฟ คนเดียวป้าทำไม่ทันหรอก”
พูดพลางกวาดตามองไปรอบลานบ้าน
“ซิ่วเจิน แปลกจังเลย อวี้เหมยกับลูกสาวคนรองของป้าอยู่ไหนกันล่ะ อวี้เหมยจะแต่งงานในอีกสองวันเอง นี่ไปไหนมา
แล้วลูกสาวคนรองของป้า วันนี้ข้าไปตักน้ำก็ยังไม่เห็นนางเลย ปกตินางขยันจะตาย นี่มัน...”
ทันใดนั้นนางก็เหลือบไปเห็นกลอนประตูเรือนเล็กถูกสลักไว้
ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที ราวกับค้นพบเรื่องเหลือเชื่ออะไรบางอย่าง
“ซิ่วเจิน นี่มัน...”
เดิมทีหวังซิ่วเจินก็ใจเต้นระส่ำอยู่แล้ว มาถึงตอนนี้เห็นนางจ้องประตูเรือนเล็กเขม็ง ใจก็พลันวูบ
ป้าหนิวเป็นปากเสียงประจำหมู่บ้าน ถ้าปล่อยให้นางรู้ว่าตัวเองขังลูกสาวคนรองไว้ จะถูกนินทาออกมาในรูปไหนก็ไม่รู้
นางชะงักไปครู่หนึ่งแล้วรีบเอ่ยว่า “พี่สะใภ้ ป้าไม่รู้หรอก เมื่อคืนลูกสาวคนรองของป้าทำงานหนักทั้งคืน ปะชุนเสื้อผ้า ถักเสื้อไหมพรมให้น้อง ๆ อดหลับอดนอนจนเหนื่อยมาก ข้าตั้งใจจะไปเก็บผักในสวน กลัวคนมารบกวนนาง เลยสลักประตูห้องนางไว้ ไปเถอะ เราไปคุยกันในโรงครัว อย่ารบกวนนางเลย”
